รีเซต

ถอดรหัส “คนเชือน” ปัญหายาเสพติดเด็กนอกระบบพุ่ง เสี่ยงระเบิดเวลาสังคม

ถอดรหัส “คนเชือน” ปัญหายาเสพติดเด็กนอกระบบพุ่ง เสี่ยงระเบิดเวลาสังคม
TNN ช่อง16
10 มีนาคม 2569 ( 19:15 )
9

ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง วิกฤตยาเสพติดในเด็กนอกระบบ

ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในหมู่เด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่วงจรยาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดพบว่ากลุ่มเยาวชนจำนวนมากใช้ยาเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จนเกิดภาวะที่สังคมเรียกว่า “คนเชือน” หรือภาวะมึนงง สูญเสียการควบคุมตัวเอง และบางกรณีอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและอาชญากรรม

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ร่วมกับเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ถอดรหัสคนเชือน เกลื่อนเมือง” เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจปรากฏการณ์ผู้ป่วยจิตเวชจากสารเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงหาแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างรอบด้าน

ภาวะ “เชือน” จากสารเสพติดและแอลกอฮอล์

พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช อธิบายว่า คำว่า “เชือน” ในความหมายทั่วไปคืออาการมึนงง ไม่รู้เรื่อง แต่ในทางการแพทย์ภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลของสารเสพติดและแอลกอฮอล์ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง

แอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม จนหลายคนเชื่อว่าจะช่วยคลายความเครียดได้ แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องจะเกิดการเสพติด และร่างกายจะต้องการปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ผลแบบเดิม

ข้อมูลในสังคมไทยพบว่าคนที่มีภาวะติดสุรามีอยู่ประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากร โดยพบมากในวัยกลางคน แม้การติดสุราหรือยาเสพติดสามารถรักษาได้ แต่การฟื้นฟูสมองอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม หากได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจในระยะยาว

เด็กหลุดจากระบบการศึกษา เสี่ยงเข้าสู่วงจรยาเสพติด

นายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ ระบุว่าปัญหาการใช้สารเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล ข้อมูลพบว่ากลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมต้นมีสัดส่วนการใช้ยาเสพติดหลายชนิดร่วมกันสูงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่านั้นอยู่ที่ประมาณ 52 เปอร์เซ็นต์

ยาเสพติดที่พบมากที่สุดยังคงเป็นแอมเฟตามีนหรือยาบ้า รองลงมาคือกัญชาและกระท่อม และมักมีการใช้ร่วมกันหลายชนิด เด็กบางคนเริ่มใช้ยาเสพติดตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี

แนวโน้มอีกประการคือการใช้ยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยจิตเวชจากสารเสพติดเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การถูกผลักออกจากครอบครัวหรือชุมชน

นายนเรศอธิบายว่าเด็กและเยาวชนที่ติดยาเสพติดมีอยู่ในทุกพื้นที่ เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ในสังคม สิ่งที่สังคมพอทำได้คือสร้างพื้นที่ปลอดภัยและโอกาสให้พวกเขาเรียนรู้การอยู่ร่วมกับสังคมโดยไม่สร้างความเดือดร้อน พร้อมยืดเวลาการเกิดปัญหารุนแรง เช่น ภาวะจิตเวชหรืออาชญากรรม

วงจรยาเสพติด สองชั้นของการเสพติด

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิวิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดในสังคมไทยไม่ได้มีเพียงการเสพสารเท่านั้น แต่ยังมีการเสพติดในเชิงพฤติกรรม เช่น การหลงผลประโยชน์จากธุรกิจยาเสพติด

จากการศึกษาพบว่าเยาวชนที่อยู่ในวงจรยาเสพติดมีพฤติกรรมหลักสองรูปแบบ ได้แก่

การเสพติดสารเสพติด และการเสพติดพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ เด็กที่เข้าสู่วงจรยาเสพติดมักมีพื้นฐานมาจากปัญหาครอบครัว ความยากจน หรือการไม่ได้รับการดูแลจากระบบการศึกษา จุดเริ่มต้นของการเสพติดมักเริ่มจากการดื่มสุรา สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือการดื่มน้ำกระท่อม ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จนเกิดอาการหลอนหรือภาวะ “เชือน”

เสียงจากผู้รอดพ้นวงจรยาเสพติด

นายศิริชัย จูวงษ์ อายุ 32 ปี อดีตช่างสัก ซึ่งเคยติดยาเสพติดอย่างหนัก เล่าว่าตนเติบโตในครอบครัวหาเช้ากินค่ำ และเคยต้องอยู่กับญาติเนื่องจากพ่อแม่ไปทำงานต่างประเทศ ความเหงาและความต้องการการยอมรับจากเพื่อนทำให้เริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้กัญชา รวมถึงน้ำกระท่อม ก่อนจะขยับไปใช้สารเสพติดที่รุนแรงขึ้น เช่น เฮโรอีน

การใช้ยาเสพติดทำให้เกิดอาการหลอน ซึมเศร้า และวิตกกังวล จนไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับใครไว้ได้ เขายอมรับว่าหากไม่เลิกยา ชีวิตอาจลงเอยด้วยการเป็นผู้ป่วยจิตเวชหรือใช้ชีวิตเร่ร่อน

ปัจจุบันเขาสามารถกลับมาสร้างชีวิตใหม่ได้ และนำประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้กับผู้อื่น โดยเชื่อว่าครอบครัวและคนที่รักคือแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

โรงเรียนกับบทบาทป้องกันเด็กเสี่ยง

นางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบิดพิทยาสรรค์ จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาให้นานที่สุด เพราะการออกจากโรงเรียนกลางคันเพิ่มความเสี่ยงเข้าสู่วงจรยาเสพติดอย่างมาก

โรงเรียนจึงพยายามสร้างกิจกรรมและพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้พูดคุยและระบายความรู้สึก โดยกำลังพัฒนาห้องสำหรับเป็นพื้นที่พักใจของนักเรียน หากเด็กมีความเครียด กังวล หรือรู้สึกว่าชีวิตกำลังพลาดทาง พวกเขาจะมีที่พึ่งพิงและได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้

ครูเชื่อว่าการป้องกันปัญหายาเสพติดต้องเริ่มจากการเข้าใจเด็ก เปิดโอกาสให้พวกเขาได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง มากกว่าการตำหนิหรือกดดัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง