รีเซต

NOBLEพอร์ตต่างชาติโตดี จีน-ฮ่องกง-สิงคโปร์ยอดพุ่ง

NOBLEพอร์ตต่างชาติโตดี จีน-ฮ่องกง-สิงคโปร์ยอดพุ่ง
ทันหุ้น
23 พฤษภาคม 2565 ( 11:59 )
96
NOBLEพอร์ตต่างชาติโตดี จีน-ฮ่องกง-สิงคโปร์ยอดพุ่ง

#NOBLE #ทันหุ้น – NOBLE มั่นใจดีมานด์ลูกค้าจีนยังสูง ปักหมุดขยายฐานฮ่องกง-สิงคโปร์เพิ่ม ลุยเปิดตัว 13 โครงการใหม่ต่อเนื่อง ดันยอดขาย พร้อมคุมต้นทุนรักษามาร์จิ้น ด้านธุรกิจใน UKได้รับอานิสงส์จากภาวะเงินเฟ้อดันต้นทุนพุ่ง หนุนค่าเช่าทรงตัวระดับสูง-ราคาขายต่อดีกว่าราคาซื้อ

 

นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง หนุนจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งรัฐบาลใช้มาตรการด้านภาษีเข้ามาสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถทำโปรโมชั่นโปรแกรม กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป้าหมายได้หลากหลายมากขึ้น

 

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าจีนยังคงต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในไทย สะท้อนจากความสำเร็จในการโอนโครงการของบริษัท ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันบริษัทยังสามารถขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ฮ่องกง และสิงคโปร์ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลง ประชากรจีนจะยิ่งต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ในไทยเพิ่มมากขึ้น

 

*เปิด 13 โครงการใหม่

ดังนั้นบริษัทจึงยังคงทยอยเปิดตัวโครงการ 13 โครงการต่องเนื่องตามแผนที่วางไว้ โดยในช่วงไตรมาส 2/2565 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 12,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ, ทาวน์โฮม 2 โครงการการ และพัฒนาที่ดินเปล่าเพื่อขายอีก 1 โครงการ

 

นอกจากนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 8 โครงการทั้งคอนโดมิเนียม, บ้านเดี่ยวมูลค่ารวม 20,400 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งปีตามเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 18 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 47,700 ล้านบาท โดยการเปิดตัวโครงการทั้งหมดเป็นกระจายสินค้าให้หลากหลายครอบคลุมทุกทิศของกรุงเทพฯ

 

*คุมต้นทุนรักษามาร์จิ้น

พร้อมกันนี้ยอมรับว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งต่อโครงการที่อยู่แผนการก่อสร้างเร่งตัวขึ้นเฉลี่ย 5-7% แต่บริษัทสามารถปรับราคาขายต่อยูนิตขึ้นได้เฉลี่ย 3% จึงยังคงรักษาศักยภาพการขยายตัวของกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GPM) ไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยที่ผ่านมาบริษัทมีมาร์จิ้นจากโครงการแนวราบเฉลี่ยที่ 32%และมาร์จิ้นจากคอนโดมิเนียมเฉลี่ยที่ 35%

 

สำหรับสภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป และสหราชอาณาจักร (UK) นั้น หนุนให้ต้นทุนการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นอัตราค่าเช่าอาคารจึงเร่งตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทสามารถเพิ่มค่าเช่าได้เฉลี่ยถึง 5% ซึ่งถือว่าสูงมาก อีกทั้งยังสามารถขายอาคารที่หมดสัญญาเช่าได้ในราคาที่สูงกว่าราคาซื้ออีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่จำนวน 550 ยูนิต เข้ามาพัฒนาเพื่อปล่อยเช่า ก็มีความท้าทายสูงที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง