รีเซต

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากวิศวกรสู่แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากวิศวกรสู่แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน
TNN ช่อง16
14 มกราคม 2569 ( 19:47 )
16

สัมภาษณ์พิเศษ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เส้นทางชีวิตจากโลกเทคโนโลยีสู่สนามการเมือง

บทสนทนาในรายการ TNN เดอะแคนดิเดต เปิดมุมชีวิตของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ผ่านการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่วัยเด็ก ครอบครัว การศึกษา เส้นทางอาชีพ ไปจนถึงจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การตัดสินใจเข้าสู่การเมือง โดยคงน้ำหนักคำสัมภาษณ์แบบคำต่อคำในช่วงสำคัญ เพื่อให้เห็นพัฒนาการทางความคิดอย่างชัดเจน

ณัฐพงษ์อธิบายว่า ชีวิตเริ่มต้นจากความธรรมดา เติบโตมาในครอบครัวจีนอพยพ พ่อแม่เป็นคนรุ่นที่สอง ส่วนตนเองเป็นรุ่นที่สาม ช่วงวัยเด็กอาศัยอยู่ในตึกแถวบริเวณแยกท่าพระกับครอบครัวใหญ่หลายสิบชีวิต สมาชิกหกคนในครอบครัวเล็กต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในห้องขนาดจำกัด

“ผมเป็นเด็กธรรมดาครับ อยู่กับพี่น้องรวม 4 คน พ่อแม่อีก 2 คน อยู่กันในห้องเล็ก ๆ ห้องเดียว”

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้คุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ก่อนจะแยกออกมาเมื่อเริ่มเติบโตในช่วงมัธยมศึกษา

ในด้านการศึกษา ณัฐพงษ์เล่าว่า เป็นเด็กเงียบ เรียนโรงเรียนชายล้วน ไม่ได้มีภาพจำของเด็กเรียนดีหรือเด็กกิจกรรม

“เป็นคนเงียบ ๆ นั่งท้ายห้อง ไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งอะไร”

เส้นทางการเรียนต่อเข้าสู่วิศวกรรมศาสตร์ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันด้านคะแนนสูงสุด หากเกิดจากการเลือกทางที่สอดคล้องกับความสนใจจริง ก่อนจะตัดสินใจเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของชีวิตการทำงานในเวลาต่อมา

ความสนใจด้านคอมพิวเตอร์เริ่มต้นจากการเล่นเกมในวัยเด็ก และพัฒนาเป็นความอยากรู้อยากลอง

“ชอบเล่นเกม ก็เลยอยากลองเขียนเอง ตอนนั้นต้องใช้ Flash ต้องซื้อหนังสือ ActionScript มาลองทำ”

จากการทำตามตัวอย่างในหนังสือ สู่การออกแบบเกมเองทั้งหมด ประสบการณ์นี้เปลี่ยนมุมมองจากผู้บริโภคเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้าง

“จากคนที่เคยเล่น อยากลองเป็นคนสร้างดูสักครั้ง”

หลังจบการศึกษา เส้นทางอาชีพเริ่มต้นจากการนำความรู้ไปใช้จริง ณัฐพงษ์ช่วยครอบครัวพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ทั้งโปรแกรมสต็อก จัดซื้อ และบัญชี ก่อนก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ของตนเอง

“เขียนโปรแกรมให้ที่บ้าน แล้วก็ตั้งบริษัทซอฟต์แวร์เอง”

ชีวิตในสายเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างมั่นคง จนกระทั่งเหตุการณ์ทางการเมืองสร้างคำถามสำคัญต่ออนาคตประเทศ

รัฐประหารปี 2549 และ 2557 ถูกกล่าวถึงในฐานะจุดเปลี่ยนทางความคิด

“ผมเจอรัฐประหารปี 49 แล้วมาเจออีกครั้งปี 57 รู้สึกว่าประเทศไม่ควรมีแบบนี้ซ้ำอีก”

ความไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้น ทำให้เริ่มติดตามการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแนวคิดที่ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ

“มีประโยคหนึ่งบอกว่า ถ้ารัฐประหารแก้ปัญหาได้ ประเทศไทยคงเจริญที่สุดในโลก ประโยคนี้มันสะกิดใจมาก”

การเข้าสู่การเมืองไม่ได้เริ่มจากเป้าหมายเป็นนักการเมือง หากเริ่มจากความต้องการสนับสนุน

“ตอนแรกแค่อยากบริจาค แต่กติกาบังคับให้ต้องสมัครสมาชิกพรรค”

จากจุดนั้น การมีส่วนร่วมค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนถึงช่วงที่โครงสร้างการเลือกตั้งบีบให้พรรคต้องมีผู้สมัครครบทุกเขต

“ลงสมัคร สส.เขต ไม่ได้หวังชนะ แต่อยากเก็บคะแนนบัญชีรายชื่อให้พรรค”

การตัดสินใจครั้งนั้นนำไปสู่การได้รับเลือกตั้ง และเส้นทางการเมืองที่เดินหน้าต่อเนื่อง

เมื่อบทบาทเพิ่มขึ้นจาก สส. สู่หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ยอมรับว่าความกดดันเกิดขึ้นในช่วงแรกจากความคาดหวังของผู้สนับสนุนจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อมั่นค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

“ตอนนี้ไม่รู้สึกกดดันแล้ว สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือยังเห็นว่าคนจำนวนมากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง”

บทสัมภาษณ์นี้สะท้อนเส้นทางของนักการเมืองที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสายอำนาจ หากเติบโตจากชีวิตธรรมดา โลกเทคโนโลยี และคำถามต่อประเทศ ก่อนเลือกใช้การเมืองเป็นพื้นที่ต่อสู้ในระบบ

“ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ การเมืองคือสนามที่ต้องสู้ในระบบ”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง