รีเซต

สำรวจ “น้ำมันสำรอง” แต่ละชาติอยู่ได้กี่วัน

สำรวจ “น้ำมันสำรอง” แต่ละชาติอยู่ได้กี่วัน
TNN ช่อง16
25 มีนาคม 2569 ( 11:39 )
3

ทั่วโลกยังต้องจับตาสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้ยุติจริงหรือไม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า กำลังเจรจากับอิหร่านและมีความคืบหน้าของข้อตกลง รวมถึงการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ เลื่อนแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน ในขณะที่สื่อทางการอิหร่านอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับสหรัฐฯ ซึ่งคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อกดราคาน้ำมันและซื้อเวลาในการวางแผนทางทหาร ด้าน “โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ” ประธานรัฐสภาอิหร่านก็ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เป็นข่าวปลอมที่ต้องการบิดเบือนตลาดการเงินและตลาดน้ำมัน


อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บางประเทศกำลังเป็นคนกลางให้ทั้ง 2 ฝ่ายนัดประชุมไกล่เกลี่ยในปลายสัปดาห์นี้ที่ปากีสถาน ขณะที่แม้จะมีข่าวเรื่องการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่มีท่าทีลดระดับการโจมตีลง โดยฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงปฏิบัติการโจมตีในหลายเมืองของอิหร่าน เช่นเดียวกับอิหร่านที่ยังคงโจมตีไปยังอิสราเอลและประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย 


วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาต และดันให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ก่อนหน้านี้สมาชิก 32 ประเทศขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ลงมติระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (strategic petroleum reserve-SPR) ราว 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด เพื่อลดแรงกดดันที่ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นแรง นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่งการปล่อยน้ำมันสำรองรอบแรกนี้คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 33 ของปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมดในส่วนของภาครัฐราว 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินภาคเอกชน 600 ล้านบาร์เรล แต่น้ำมันสำรองฉุกเฉินที่จะปล่อยเข้าสู่ตลาดคิดเป็นเพียง 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน น้อยกว่าน้ำมันที่หายไปจากการปิดฮอร์มุซที่เฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน 


ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่นำไปสู่วิกฤตพลังงานทั่วโลก ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญผลกระทบอย่างหนัก หลายประเทศต้องนำน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งบางประเทศอาจรับมือกับวิกฤตได้นานหลายวัน แต่หลายประเทศก็อาจยื้อไม่ได้นานนัก เนื่องจากความสามารถในการสำรองน้ำมันฉุกเฉินแตกต่างกันไป


กรณีของ “จีน” แม้จะไม่ใช่สมาชิก IEA แต่คาดว่าน่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ไว้ใช้ยามฉุกเฉินมากที่สุดในโลก หลังจากริเริ่มโครงการน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐตั้งแต่ปี 2547 เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำมันและลดผลกระทบของราคาน้ำมันโลกต่อตลาดในประเทศ แหล่งสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกและตอนใต้ของประเทศ อาทิ มณฑลชานตง เจ้อเจียง และไห่หนาน 


“อัลจาซีรา” ระบุว่า ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันดิบสำรองฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม บริษัทวิเคราะห์ด้านพลังงาน “วอร์เทซา” (Vortexa) ประเมินว่า ในปี 2568 ปริมาณน้ำมันดิบสำรองบนบกของจีน (onshore inventory) ซึ่งไม่รวมน้ำมันใต้ดิน (underground) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.13 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้นาน 3-4 เดือน หรือประมาณ 120 วัน

ส่วน “สหรัฐฯ” น่าจะมีคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินขนาดใหญ่อันดับ 2 โดยมีคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินภาครัฐประมาณ 415 ล้านบาร์เรล จากความจุทั้งหมด 714 ล้านบาร์เรล เทียบเท่ากับการนำเข้าน้ำมันดิบราว 60-70 วัน และอาจสูงถึง 200 วัน หรือเพียงพอสำหรับการบริโภค 19-20 วัน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินภาคเอกชน 439 ล้านบาร์เรล 


ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้นำในการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 172 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณที่มีทั้งหมด โดยเป็นการทยอยระบายสู่ตลาดภายในเวลา 120 วัน หมายความว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองถูกปล่อยออกมาราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า เพิ่งระบายน้ำมันดิบสำรองจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์รอบแรก 45.2 ล้านบาร์เรล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา


สหรัฐฯ จัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นในปี 2518 หลังจากที่กลุ่มประเทศอาหรับคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งคลังสำรองเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้กับโรงกลั่นหรือศูนย์กลางด้านปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันไปทั่วโลกได้มากถึง 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอดีตรัฐบาลสหรัฐฯ เคยดึงน้ำมันจากคลังสำรองนี้มาใช้เพื่อลดแรงกดดันของตลาดในช่วงสงคราม รวมถึงหลังเกิดเหตุพายุเฮอริเคนพัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน


สำหรับ “ญี่ปุ่น” เป็นสมาชิก IEA และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากที่สุด ข้อมูลจาก “นิกเกอิ เอเชีย” ระบุว่า นับถึงสิ้นปี 2568 ญี่ปุ่นถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินราว 470 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่าการบริโภคในประเทศ 254 วัน ในจำนวนนี้เป็นน้ำมันในส่วนภาครัฐเทียบเท่า 146 วัน ส่วนภาคเอกชนเทียบเท่า 101 วัน และส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันร่วมกันเก็บไว้ ทั้งนี้ คลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินของญี่ปุ่นกระจายตามแนวชายฝั่ง 10 แห่ง คลังสำรองหลักอยู่ที่ชิบูชิในจังหวัดคาโกชิมะทางตอนใต้ของประเทศ


ญี่ปุ่นจัดตั้งระบบคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติขึ้นในปี 2521 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคตหลังจากเผชิญวิกฤตน้ำมันโลกในปี 2516 ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางและพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศมากขึ้น ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก โดยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศประมาณร้อยละ 80 ของความต้องการพลังงานทั้งหมด ญี่ปุ่นได้เริ่มระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพื่อแก้วิกฤตพลังงานตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม


ด้านกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของอังกฤษ ระบุว่า มีปริมาณพลังงานสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ในส่วนน้ำมันดิบประมาณ 38 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป 30 ล้านบาร์เรล เพียงพอสำหรับใช้งาน 90 วัน คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของอังกฤษส่วนใหญ่อยู่ในถือครองโดยบริษัทน้ำมันเอกชน แต่รัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล อังกฤษตั้งคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2517 หลังวิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 และเป็นไปตามกฎของ IEA ที่กำหนดให้สมาชิกต้องรักษาระดับน้ำมันสำรองไว้ไม่น้อยกว่า 90 วันของปริมาณการนำเข้า 

ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) รายใหญ่ต่างก็มีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ โดยรัฐบาลเยอรมนีมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 110 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป 67 ล้านบาร์เรล ที่พร้อมระบายได้ในทันทีเพียงไม่กี่วันหลังได้รับอนุมัติ 


ส่วนฝรั่งเศสมีปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปสำรองรวม 120 ล้านบาร์เรล นับถึงสิ้นปี 2567 ตามข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ในจำนวนนี้ราว 97 ล้านบาร์เรลอยู่ในความดูแลของ SAGESS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยแบ่งเป็นน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 30, น้ำมันดีเซลร้อยละ 50, น้ำมันเบนซินร้อยละ 9, น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินร้อยละ 7.8 และน้ำมันเตา (heating oil) เล็กน้อย ส่วนอีก 39 ล้านบาร์เรลอยู่ในการดูแลของผู้ประกอบการน้ำมันในประเทศ


สเปนมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ประมาณ 150 ล้านบาร์เรล และเพิ่งอนุมัติการปล่อยน้ำมันสำรองประมาณ 11.5 ล้านบาร์เรล ภายใน 90 วัน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้านอิตาลีปริมาณน้ำมันสำรองฉุกเฉินราว 76 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าการนำเข้าน้ำมันโดยเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน ในปี 2567


สำหรับภูมิภาคอาเซียน ถึงแม้จะมีเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่จำนวนมาก แต่ก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูง ซึ่งส่วนใหญ่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ในสหรัฐฯ ประเมินว่า “อินโดนีเซีย” มีปริมาณสำรองเชื้อเพลิงประมาณนาน 21-23 วัน ทั้งที่อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ใน 3 ส่วน “ฟิลิปปินส์” มีปริมาณสำรองน้ำมัน 50-60 วัน แต่เป็นสต็อกของภาคเอกชน 


กรณีของเวียดนามเป็นประเทศที่เสี่ยงเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงานอย่างมาก โดยเวียดนามมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบเพียงพอสำหรับใช้เพียง 20 วัน จึงมีความเสี่ยงสูงหากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติมได้ ส่วนรัฐบาล “ไทย” ระบุว่า มีน้ำมันเพียงพอสำหรับใช้ 95 วัน ขณะที่มาเลเซียมีน้ำมันเพียงนาน 30 วัน แม้จะอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งแบบหนักและเบา รวมทั้งมีการส่งออก แต่ด้านการกลั่นยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบต้นทุนต่ำ รวมถึงน้ำมันดิบชนิดหนักจากตะวันออกกลาง ทำให้ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนอยู่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง