รีเซต

โรงงานปิดตัวพุ่งแรงแซงหน้าเปิดกิจการใหม่ในรอบ 3 ปี

โรงงานปิดตัวพุ่งแรงแซงหน้าเปิดกิจการใหม่ในรอบ  3 ปี
TNN ช่อง16
23 พฤษภาคม 2569 ( 11:54 )
6

ไตรมาสแรกปีนี้พบว่ามีจำนวนโรงงานปิดกิจการ ‘สูงกว่า’ โรงงานเปิดใหม่ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาสและความต่างสุดขั้วของโรงงานเล็กที่ทยอยปิดตัวแต่โรงงานขนาดใหญ่ยังแห่ขยายกิจการ

ตามรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ แสดงให้เห็นว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 โรงงาน ‘เปิดกิจการใหม่’ มีจำนวน 139 โรงงาน ลดลง 63.9% ขณะที่โรงงาน ‘ปิดกิจการ’ มีจำนวน 156 โรงงาน เพิ่มขึ้น 11.4% สะท้อนว่าจำนวนโรงงานปิดกิจการ ‘มากกว่า’ โรงงานเปิดกิจการใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566  ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นการลงทุนใหม่ที่ลดลงท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปในปี 2568 จำนวนโรงงานเปิดใหม่อยู่ที่ 1,129 แห่งลดลงจาก 1,444 แห่งในปี 2567  หรือลดลง 21.8% ขณะที่จำนวนโรงงานปิดกิจการทรงตัวที่ 823 แห่งเท่ากันทั้ง 2 ปี ส่งผลให้จำนวนโรงงานเปิดใหม่มากกว่าปิดลดลงจาก 621 แห่ง เหลือ 306 แห่งในปีที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวชี้ว่าแรงกดดันหลักไม่ได้มาจากการปิดกิจการที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง แต่เกิดจากการเปิดโรงงานใหม่ที่ลดลงมากกว่า


ในรายงานของสภาพัฒน์ยังชี้ให้เห็นถึงภาวะ K-Shaped ในภาคอุตสาหกรรมไทย โดยระบุว่า จำนวนโรงงานขยายกิจการมีจำนวน 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นถึง 82.8% สอดคล้องกับเงินลงทุนขยายกิจการที่มีมูลค่าอยู่ที่ 152,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8,500 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนโรงงานเปิดกิจการใหม่จะลดลง แต่จำนวนโรงงานที่ขยายกิจการปรับตัวเพิ่มขึ้น ‘โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง’ ซึ่งมีการจ้างงานรวมกันสูงถึง 25,126 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนการจ้างแรงงานมากถึง 99.3% ของจำนวนแรงงานในโรงงานที่ขยายกิจการทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรกลที่การลงทุนขยายตัว 1,300 เท่า 

อย่างไรก็ตาม การจ้างงานใหม่ที่กระจุกเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง สะท้อนโอกาสเศรษฐกิจไม่กระจายถึงฐานรากทั่วถึงส่งผลโดยตรงต่อกิจการขนาดเล็กไม่ได้ประโยชน์จากการการเปิดกิจการหรือขยายกิจการเพิ่มเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรมพบโรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหาร การผลิตเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีการเปิดกิจการและขยายโรงงานเพิ่มต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรกลมีเงินลงทุนขยายกิจการไตรมาสที่ผ่านมาสูงถึง 5.2 หมื่นล้านบาท มีการจ้างงาน 7,886 คน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่เพิ่มเพียง 50 คน เช่นเดียวกับโรงงานอาหาร ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จ้างงานเพิ่ม สอดคล้องจำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตและสอดคล้องการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการปิดตัวลงของโรงงานขนาดเล็กที่มากขึ้น สะท้อนจากเงินลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งโรงงานในอุกลุ่มตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นสำคัญ ซึ่งการปิดตัวลงของโรงงานดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ประสบปัญหาความต้องการสินค้าที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญวิกฤตและภาวะถดถอย โดยปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่เปราะบางเมื่อเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางสวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้สาเหตุหลักที่กระทบ SME คือต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบาก นอกจากนั้นยังเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจน่ากังวล สะท้อนการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจ 

ทั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสุดเป็นโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน โดยการลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวของปีก่อนที่ปิดตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืชที่ปิดตัวเพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักจากขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ความต้องการสินค้าลดลง และถูกซ้ำเติมด้วยการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกมาทุ่มตลาด ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานสูงต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยแบกรับภาระไม่ไหว

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมเผชิญความเปราะบางเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลตรงต่อกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะยานยนต์และส่วนประกอบที่มีสัดส่วนพึ่งตลาดตะวันออกกลางถึง 35.4% ตามด้วยเครื่องปรับอากาศ อาหารแปรรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 

สภาพัฒน์จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อช่วย SMEs และเร่ง Re-skilling พัฒนาทักษะแรงงานจากอุตสาหกรรมที่ปิดตัวลงให้เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ (S-Curve) เพื่อประคองเศรษฐกิจภาพรวม


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง