รีเซต

โอกาสทองมาแล้ว! ไทยโกยเงินจากยุโรป "คลื่นความร้อน" ดันส่งออกแอร์พุ่งสูงสุด

โอกาสทองมาแล้ว! ไทยโกยเงินจากยุโรป "คลื่นความร้อน" ดันส่งออกแอร์พุ่งสูงสุด
TNN ช่อง16
30 กรกฎาคม 2569 ( 08:00 )

"ยุโรป" แห่ซื้อแอร์ไทย! ส่งออกพุ่งสูงสุด รับอานิสงส์คลื่นความร้อน โอกาสทองที่ยังไปได้ไกล?


ยุโรปที่ไม่เหมือนเดิม กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ของแอร์ไทย


ที่ผ่านมา "ยุโรป" เป็นภูมิภาคที่ผู้คนคุ้นเคยกับเครื่องทำความร้อนมากกว่าเครื่องปรับอากาศ บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือฤดูหนาว ไม่ใช่อากาศร้อนจัด การติดตั้งแอร์จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเหมือนในประเทศเขตร้อน แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว


คลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศยุโรปทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บ้านที่เคยเย็นสบายกลับไม่สามารถระบายความร้อนได้เพียงพอ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ


การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศผู้ผลิตอย่างประเทศไทย


ส่งออกแอร์ไทยพุ่งแรง สูงสุดในรอบ 7 เดือน


ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนไปยังยุโรป มูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.7% จากปีก่อน ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568


หากนับรวมช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยุโรปแล้ว 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศไทย หลังความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


คลื่นความร้อน เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค


หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ "Heat Dome" หรือ "โดมความร้อน" ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรปในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 10 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่


หลายประเทศเผชิญสถิติอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร หรือไอร์แลนด์ ขณะที่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกก็เผชิญทั้งอากาศร้อนและความแห้งแล้งมากกว่าปกติ


เมื่อผู้เชี่ยวชาญคาดว่าฤดูร้อนปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกในยุโรปจึงเร่งสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า เพื่อรองรับช่วงพีกของฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม


เยอรมนีนำทีม ยุโรปเหนือโตแรง


ตลาดหลักของเครื่องปรับอากาศไทยในยุโรปยังคงเป็น "เยอรมนี" โดยเดือนพฤษภาคมมีมูลค่าส่งออก 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 89.6%


ประเทศสำคัญอื่น ๆ ก็ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่


* ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 50.9%

* สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 58.2%

* สเปน เพิ่มขึ้น 42.2%


ขณะที่ตลาดที่น่าจับตามองกลับเป็น ยุโรปเหนือ ซึ่งเดิมแทบไม่มีความต้องการเครื่องปรับอากาศ


* ฟินแลนด์ เพิ่มขึ้น 366.6%

* สวีเดน เพิ่มขึ้น 177.3%


เหตุผลสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้ยังมีสัดส่วนครัวเรือนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศค่อนข้างต่ำ จึงยังมีช่องว่างให้ตลาดเติบโตอีกมาก





ตลาดยุโรปยังโตได้อีก


แม้ยอดส่งออกจะเติบโตแรง แต่ตลาดยุโรปยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันครัวเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ราว 37% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า หากสภาพอากาศยังร้อนขึ้นต่อเนื่อง ความต้องการเครื่องทำความเย็นก็มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดของโลก โดยตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 0.53 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า


นั่นหมายความว่า ความต้องการระบบทำความเย็นอาจไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นความต้องการระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


จากสินค้าฟุ่มเฟือย สู่ของจำเป็น


การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านสภาพอากาศ แต่ยังเกิดขึ้นกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะในอดีต เครื่องปรับอากาศถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับชาวยุโรป แต่ปัจจุบันเริ่มกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบ Heat Pump ที่สามารถให้ทั้งความเย็นในฤดูร้อนและความร้อนในฤดูหนาว


แนวโน้มนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของสหภาพยุโรปที่ต้องการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนระบบทำความร้อนและความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน

โอกาสของไทย มาพร้อมความท้าทาย


การเติบโตของตลาดยุโรปช่วยกระจายความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งการแข่งขันจากจีน สงครามการค้า และความผันผวนของตลาดหลัก


ข้อมูลยังพบว่า สัดส่วนการส่งออกเครื่องปรับอากาศของไทยไปยุโรป เพิ่มจาก 19.4% ของการส่งออกทั้งหมดในเดือนมกราคม เป็น 23.8% ในเดือนพฤษภาคม สะท้อนบทบาทของยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดที่สุด ผู้ผลิตจึงแข่งขันกันมากกว่าราคา แต่ต้องพัฒนาในด้าน


* ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน

* เทคโนโลยี Heat Pump

* การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

* การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


โดยเฉพาะในช่วงที่สหภาพยุโรปเดินหน้าจำกัดการใช้สารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องทำความเย็นคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก


วิกฤตของโลก อาจเป็นโอกาสของไทย


คลื่นความร้อนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเครื่องปรับอากาศของยุโรปอย่างชัดเจน และทำให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์ด้านการส่งออกในระยะสั้น


แต่ความท้าทายที่สำคัญกว่าคือ การรักษาโอกาสนี้ไว้ในระยะยาว หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง