รีเซต

TOPS กระตุ้นการจับจ่ายครึ่งปีหลัง ดันยอดขายโต 30%

TOPS กระตุ้นการจับจ่ายครึ่งปีหลัง ดันยอดขายโต 30%
ทันหุ้น
20 สิงหาคม 2569 ( 19:28 )
4

ทันหุ้น - ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความสำเร็จของแคมเปญสติ๊กเกอร์ “แปะอะไรก็ลด” เดินหน้าแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทางการตลาดของแบรนด์ หลังสร้างสถิติใหม่แบบนิวไฮทั้งในมุมยอดขายต่อตะกร้าสูงถึง 15% สร้างลูกค้าใหม่ถึง 13% และกระตุ้นลูกค้าให้ช้อปถี่ขึ้นถึง 16% ในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ด้วยแนวคิดกลยุทธ์ Customer Empowerment ที่เปลี่ยนจากแบรนด์เป็นผู้กำหนดโปรโมชั่น สู่การให้อิสระลูกค้าเลือกใช้ส่วนลดกับสินค้าที่ต้องการ และสร้างความคุ้มค่าได้ในแบบของตัวเอง ล่าสุด เพื่อฉลองครบรอบ 58 ปี ท็อปส์นำแคมเปญสติ๊กเกอร์ “แปะอะไรก็ลด” มายกระดับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกแบบและต่อยอดกลยุทธ์ในรูปแบบ Gamification เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูกค้ากับแคมเปญให้มากขึ้นไปอีกขั้น สู่แคมเปญรอบใหม่ “ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส” รุกกระตุ้นการจับจ่ายช่วงครึ่งปีหลัง ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ตอบโจทย์นักช้อปที่ต้องการบริหารความคุ้มค่าในแบบของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 พร้อมตั้งเป้ายอดขายแคมเปญเติบโตขึ้น 30%

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “หนึ่งในสิ่งที่ทำให้สติ๊กเกอร์แคมเปญ ‘แปะอะไรก็ลด’ แตกต่างจากโปรโมชั่นทั่วไป คือการเปลี่ยนจากแบรนด์เป็นผู้กำหนดส่วนลด มาให้อิสระลูกค้าเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะใช้ส่วนลดกับสินค้าใด กลไกที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์นี้ทำให้แคมเปญได้รับการตอบรับและจดจำจากลูกค้า จนกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญซิกเนเจอร์ของท็อปส์ วันนี้เราจึงก้าวไปอีกขั้นด้วยการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดของแคมเปญ เพื่อสะท้อนคุณค่าของแนวคิดที่ท็อปส์ริเริ่มและพัฒนาขึ้น และต่อยอดให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันระยะยาว

โดยจากผลลัพธ์ที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์การมอบอำนาจในการเลือกให้ลูกค้า หรือ Customer Empowerment ผนวกกับกลไกการออกแบบแคมเปญให้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วม แบบ Gamification ทำให้แคมเปญได้รับการตอบรับอย่างดี ลูกค้าสนุกกับการเลือกส่วนลดสำหรับสินค้าที่ตัวเองพึงพอใจได้เอง สร้างคุณค่าได้ทั้งในมิติของประสบการณ์ลูกค้าและการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะในวันที่ผู้บริโภคมีการวางแผนและพิจารณาการใช้จ่ายมากขึ้น สอดคล้องกับผลการศึกษา THAI SMARTSUMER 2026 ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่พบว่า ผู้บริโภคไทยทุกเจเนอเรชันกว่า 90–97% คิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ 71% ใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และประกอบการตัดสินใจซื้อ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Promotion Hunters สู่ Strategic Spenders ที่ไม่ได้มองเพียงส่วนลดสูงสุด แต่ต้องการเลือกความคุ้มค่าที่เหมาะกับตัวเอง

นายจักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านผลลัพธ์ของแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ายอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) เพิ่มขึ้น 15% และความถี่หรือจำนวนครั้งที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพิ่มขึ้น 16% รวมถึงจำนวนลูกค้า ที่เข้าร่วมแคมเปญเพิ่มขึ้น 22% ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 13% และ 28% ของลูกค้าใช้สติ๊กเกอร์มากกว่า 10 ดวง และแคมเปญสติ๊กเกอร์ยังถือว่าเป็นการส่งต่อลูกค้าจากอีกสาขาไปยังอีกสาขาเหมือนใยแมงมุมเพราะจะมีการแจกเล่มสติ๊กเกอร์ใหม่เสมอเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข สะท้อนการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำบทบาทของ ‘แปะอะไรก็ลด’ ในฐานะหนึ่งในกลยุทธ์ Loyalty Marketing สำคัญของท็อปส์ ที่ช่วยสร้าง Customer Engagement เพิ่ม Traffic ขยายฐานลูกค้า กระตุ้นการซื้อซ้ำ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

จากความสำเร็จดังกล่าว ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 58 ปีของท็อปส์ เราจึงนำแคมเปญสติ๊กเกอร์ “แปะอะไรก็ลด”มาเดินหน้าต่อยอดสู่ ‘ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส’ ที่ยกระดับกลไก Gamification ของแคมเปญ มอบสิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่าและตอบโจทย์นักช้อปมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช้อปมาก ยิ่งได้สติ๊กเกอร์ส่วนลดมากขึ้น พร้อมเลือกลดสินค้าที่อยากได้ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 30 % (ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของแคมเปญ)

โดยอีกหนึ่งมิติสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มความแตกต่างของแคมเปญในครั้งนี้ คือการผนึกพลังกับแบรนด์พันธมิตรกว่า 200 แบรนด์ เพื่อร่วมกันขยายทางเลือกและสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการ ตอบรับผู้บริโภคยุค Strategic Spenders ที่ต้องการวางแผนและเลือกใช้จ่ายได้ตรงกับความต้องการของตัวเองมากขึ้น พร้อมผลักดันแคมเปญซิกเนเจอร์ให้เป็น กลไกสำคัญในการกระตุ้นการจับจ่าย ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ กระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำ และเพิ่มมูลค่าต่อตะกร้าให้มากขึ้น และตั้งเป้ายอดขายแคมเปญเติบโตกว่า 30%”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง