รีเซต

SSP บุ๊กขายไฟกระหึ่ม Q3 จ่อปิดดีลพันล.-จัดทัพ PDP

SSP บุ๊กขายไฟกระหึ่ม Q3 จ่อปิดดีลพันล.-จัดทัพ PDP
ทันหุ้น
21 สิงหาคม 2569 ( 02:20 )
8

นายชยุตม์  หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มผลงานในไตรมาส 3/2569 น่าจะเติบโตค่อนข้างชัดเจนจากช่วงไตรมาส 2/2569 เพราะเป็นช่วงเข้าไฮซีซันของโครงกางโรงไฟฟ้าพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) เพราะเป็นช่วงที่ลมพัดแรง ซึ่งผลดีต่อวินด์ฟาร์มทั้งในไทยและเวียดนาม ทำให้ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับยังได้ผลบวกจากโครงการการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในประเทศญี่ปุ่น อาทิ  LEO 2 ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีทิศทางผลิตไฟฟ้าได้ขยายตัว เนื่องจากสภาพอากาศร้อนขึ้น และในส่วนอื่นๆ เข้าเสริม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ภาพรวมธุรกิจดีขึ้น

สำหรับความคืบหน้าการขายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ยามากะ (Yamaga) ในจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการผ่านทาง Surge Energy Corporation Limited (SEG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในต่างประเทศของ SSP โดย SEG จะจำหน่าย สัดส่วนการลงทุนทั้งหมดจำนวน 90%  ให้กับทาง PAG REN I Holdings SG VCC และ Tsubasa Energy Assets s.r.o.  ผู้ประกอบธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าประมาณทั้งสิ้น 4,976.14 ล้านเยน หรือ ราว 1 พันล้านบาท และได้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยที่กำกับดูแลในประเทศดังกล่าว หวังเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3 นี้หรือไม่เกินเดือนกันยายน 2569

สำหรับเงินที่ได้จากการขายโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นดังกล่าวนั้นจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนการขยายธุรกิจ รวมถึงช่วยเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว รวมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตของปีนี้ให้ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จำนวน 2 โครงการ (ที่โคราช) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งโครงการละ 9.9 MW (SSP ถือหุ้น 51% และ 50% ตามลำดับ) ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 85% คาดว่าจะทดสอบระบบและเปิดผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในปลายปีนี้

ซึ่งโรงไฟฟ้าขยะมีจุดเด่นที่มี Capacity Factor สูงถึง 95% - 97% ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อเนื่องไม่มีข้อจำกัดเรื่องแสงแดด คิดเป็นผลตอบแทนเทียบเท่าโซลาร์ฟาร์มเกือบ 100 MW มีอัตราค่าไฟจูงใจสูงถึง 5.10 บาท รวมทั้งยังจะรายได้จากค่ากำจัดขยะอีกประมาณ 500 - 600 บาทต่อตันเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าขยะเหล่านี้จะเริ่มสร้างรายได้เข้าให้กับบริษัทอย่างเต็มที่ในปี 2570

นายชยุตม์ กล่าวเสริมว่า บริษัทยังเดินหน้าสร้างการเติบโตในระยะยาว หลังล่าสุดมีกระแสข่าวจากกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ที่มีโควตาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 MW ซึ่ง SSP มีความพร้อมสูงสุดทั้งโซลาร์และวินด์ฟาร์ม ดังนั้น จึงมีการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมยื่นประมูลส่วนดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของบริษัทให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ SSP มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 367 เมกะวัตต์  (รวมโครงการยามากะ ในญี่ปุ่น ที่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนของโซลาร์ฟาร์มราว 58% ของกำลังผลิตรวม, วินด์ฟาร์ม 25% และที่เหลือมาจากส่วนอื่นๆ  

หวังกลายเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันแผนงานของ SSP ที่เป้าหมายขยายกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์ (1 กิกะวัตต์) ภายในปี 2575 นอกเหนือ จากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาเสริม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง