รีเซต

TTBตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าเวลธ์ INGขายหุ้นไม่กระทบธุรกิจ

TTBตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าเวลธ์ INGขายหุ้นไม่กระทบธุรกิจ
ทันหุ้น
20 สิงหาคม 2569 ( 08:30 )
14

#TTB #ทันหุ้น –  ING BANK ขายบิ๊กล็อตหุ้น  TTB จำนวน 6.99 พันล้านหุ้น มูลค่า1.84 หมื่นล้านบาท  ให้นักลงทุนสถาบัน   “ปิติ  ตัณฑเกษม” ยันไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ-บริหาร  เดินหน้ารักษาจ่ายเงินปันผลระดับเหมาะสม-คงซื้อหุ้นคืนด้าน “ฐากร ปิยะพันธ์”  แจงรายได้ค่าฟี 7เดือนแรกโต 12-13% หนุน ROE ในปี 2569 เป็นไปตามแผนโตไม่ต่ำกว่า 9% ลุยขยายลูกค้า Wealth ตั้งเป้าหมายภายในปี 2571 สัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 30%

 วานนี้  (19 ส.ค.69) มีรายการขายบนกระดานรายใหญ่ (บิ๊กล็อต)หุ้นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รวม 77 รายการ  จำนวน  6,991.04 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.64 บาท รวมมูลค่า 18,470.35 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายของ ING Bank N.V.  (ING) ให้กับนักลงทุนสถาบัน โดย ING ระบุว่า เป็นการบริหารเงินทุนในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและเป็นแนวทางการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุน  ซึ่งคาดว่าING จะถือหุ้น TTB ลดลงจาก 19.5% มาอยู่ที่ 11.6% ของจำนวนหุ้นที่ไม่รวมหุ้นซื้อคืน (Treasury Shares) ที่ทีทีบี ถืออยู่

@ไม่กระทบธุรกิจ

ทั้งนี้ TTB ยืนยันว่า  ING ลดสัดส่วนถือหุ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหาร การดำเนินงาน กรอบการกำกับดูแลกิจการ และการดำเนินกลยุทธ์หลักของทีทีบีแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมาทีทีบีมีการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) อย่างต่อเนื่องและมีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก

 โดยทาง ING เป็นคณะกรรมการธนาคาร (Board of Directors) จึงไม่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการบริหารงาน แต่มีผลดีจากทำให้การกระจายการถือหุ้น (Free Float) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น TTB ในระยะยาว

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ทีทีบียังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามเป้าหมายในการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน รวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (ปี 2568 ถึงปี 2571)

โดย ณ ปัจจุบัน ทีทีบีได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนสะสมแล้วเป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท และยังมีวงเงินคงเหลืออีก 14,000 ล้านบาท ซึ่งจากการที่ทีทีบีสามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ จึงทำให้มีความยืดหยุ่นในแง่ของกรอบเวลาสำหรับการดำเนินโครงการถัดไป ซึ่งธนาคารจะพิจารณากำหนดรูปแบบและวิธีการซื้อหุ้นคืนให้เหมาะสมโดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้การซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นของธนาคาร

@ROE ตามเป้า

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่  TTB  กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเติบโตในระดับ Double Digit ประมาณ 12-13% โดยเฉพาะรายได้จากการลงทุนในกองทุนรวมที่เติบโตเกือบ 20% รวมถึงยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของธนาคารเติบโตถึง 10% ซึ่งโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาดที่เติบโตเพียง 1% ทำให้ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้ค่าธรรมเนียมได้ตามเป้าหมายหรือเกินเป้าในปีนี้ ซึ่งจะสนับสนุนให้ ROE ในปี 2569 เติบโตได้ตามแผนไม่ต่ำกว่า 9% ซึ่งครึ่งปีแรกทำได้อยู่ในที่ระดับ 9%

@เพิ่มกลุ่ม Wealth

โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มลูกค้า Wealth ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 14% และตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2571 ที่ถึงแม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะทยอยสิ้นสุดลงภายในปี 2571 โดยธนาคารวาง 3 แกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมเพื่อชดเชยส่วนต่างภาษี, การลงทุนในระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน และเน้นการปล่อยสินเชื่อคุณภาพสูง เช่น บ้าน รถ และบัตรเครดิต โดยใช้หลัก Risk Based Pricing เพื่อลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย

ทั้งนี้ปัจจัยที่จะทำให้กลุ่มลูกค้า Wealth เติบโตขึ้นจะมาจากลูกค้ากลุ่มเริ่มสร้างความมั่งคั่ง Mass Affluent (MAF) ที่มีสินทรัพย์ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ประมาณ 6,000 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) รวมกว่า 280,000 ล้านบาท โดยปกติการดูแลลูกค้ากลุ่ม MAF มักเริ่มต้นดูแลลูกค้าที่มี AUM ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

@เป้า AUM 1.3 ล้านลบ.

ดังนั้นทีทีบีจึงได้เปิดตัว “ttb superior” เอกสิทธิ์และประสบการณ์ทางการเงินรูปแบบใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่ม MAF ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรวมกับธนาคารตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อยกระดับความมั่งคั่งสู่กลุ่ม Wealth ที่มี AUM ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2571 จะเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่ม MAF มีสินทรัพย์เกิน 1 ล้านบาท ให้เพิ่มเป็น 160,000 - 180,000 ราย ส่งผลให้ AUM ในกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 360,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ AUM ของกลุ่มลูกค้ารายย่อย (Retail Banking) เพิ่มเป็น 1.3 ล้านล้านบาท ภายในปี 2571 จากปัจจุบันที่มี 1.1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่ม Wealth ประมาณ 700,000-800,000 ล้านบาท และกลุ่ม MAF ประมาณ 280,000 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง