“เฝ้าคูหาจนล้มเผด็จการ” พลังมหาชนฟิลิปปินส์ เปลี่ยนประเทศได้อย่างไร

“เฝ้าคูหาจนล้มเผด็จการ” จากการปกป้องเสียงตัวเอง และหีบเลือกตั้ง สู่การโค่นล้มประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้ปกครองฟิลิปปินส์นานกว่า 20 ปี
พลังกำแพงเหล็กประชาชนฟิลิปปินส์ เปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร ?
Snap Election
เรื่องราวนี้ ต้องย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1985 เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประธานาธิบดีฟิลิปินส์ตอนนั้น ประกาศผ่านรายการโทรทัศน์ของสหรัฐฯ ว่า เขาจะจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด หรือ Snap Election หลังจากที่เขาเผชิญคำครหาเรื่องการทุจริตและการใช้อำนาจมิชอบ โดยเฉพาะเหตุการณ์ช็อกโลกอย่างการสังหาร เบนิกโน "นินอย" อากีโน ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ประกาศลงเลือกตั้งเหมือนกัน รวมถึงการใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่างมาอย่างยาวนาน
ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลานั้น ฟิลิปปินส์บอบช้ำอย่างหนักจากการตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและระบอบเผด็จการมาร์กอสนานหลายปี ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ขณะที่เศรษฐกิจดิ่งเหว ประเทศแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล และคอร์รัปชันกระจายไปทุกหย่อมหญ้า
ต่อมาปี 1986 มาร์กอสก็ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ “คอราซอน อากีโน” ภรรยาของ เบนิกโน ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งท้าชิงเก้าอี้ผู้นำฟิลิปปินส์กับมาร์กอส เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของสามี
มวลชนนับแสนรวมตัวกัน เฝ้าจับตานับคะแนนทั่วประเทศ
เพื่อปกป้องการทุจริตเลือกตั้ง “ขบวนการพลเมืองแห่งชาติเพื่อการเลือกตั้งเสรี” หรือ NAMFREL ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1957 ทำหน้าที่เฝ้าระวัง และปกป้องกระบวนการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส ก่อนจะได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ให้ดำเนินการ Operation Quick Count (OQC) ซึ่งเป็นระบบนับคะแนนคู่ขนานกับรัฐ เพื่อช่วยตรวจสอบความผิด และป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง
ในวันเลือกตั้ง NAMFREL ส่งอาสาสมัครมากกว่า 500,000 คน ลงพื้นที่ไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ เฝ้าจับตาการนับคะแนน บางหน่วย อาสาสมัครถึงขั้นนอนเฝ้าข้ามคืน เพื่อไม่ให้กระบวนการเลือกตั้งถูกแทรกแซง
เมื่อมีการนับคะแนนล่าช้า หรือ มีความพยายามย้ายหีบบัตรไปที่อื่น ประชาชนจะรวมตัวกัน นอนขวางถนน คล้องแขนล้อมหีบบัตรไว้ ราวกับกำแพงมนุษย์ เพื่อปกป้องคะแนนเสียงของตนเอง เพราะกลัวว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้น หากพวกเขาละสายตา
มีรายงานว่า เกิดการปะทะรุนแรงระหว่างประชาชน และกลุ่มอันธพาล จากการยื้อแย่งหีบบัตรเลือกตั้ง จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย
ผลคะแนนค้านสายตาประชาชน จุดชนวนประท้วงใหญ่
สองวันต่อมาหลังการเลือกตั้ง ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ NAMFREL ชี้ว่า คอราซอน อากีโน เป็นฝ่ายนำ แต่ผลคะแนนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล กลับระบุว่า เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เป็นฝ่ายนำ
ความคลาดเคลื่อนนี้จุดชนวนความไม่พอใจในสังคม และยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อโปรแกรมเมอร์ 35 คน ของ กกต.ฟิลิปิปนส์ เดินออกจากศูนย์นับคะแนน พร้อมเปิดโปงว่า ตัวคะแนนถูกบิดเบือน สวนทางกับความเป็นจริง
แม้กระแสคัดค้านจะรุนแรง แต่รัฐสภาฟิลิปปินส์ก็ยังประกาศรับรองชัยชนะของมาร์กอส เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1986 จนทำให้ สส.ฝ่ายค้านเดินออกจากที่ประชุม เพื่อประท้วง
วันต่อมา อากีโนจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “ชัยชนะของประชาชน” ในกรุงมะนิลา มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคน มีการบอยคอตต์ธุรกิจที่ให้การสนับสนุนมาร์กอส แห่ถอนเงินออกจากธนาคาร รวมมูลค่าหลายพันล้านเปโซ
ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1986 วุฒิสภาสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า การเลือกตั้งฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยการทุจริต ขณะที่ รายงานจากผู้สังเกตการณ์นานาชาติ ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา ทั้งการซื้อเสียง, ข่มขู่ และกีดกันไม่ให้ NAMFREL เข้าไปทำหน้าที่
การปฏิวัติพลังประชาชน
สถานการณ์เดินหน้าสู่จุดแตกหัก เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เมื่อ ฮวน ปอนเซ เอ็นริเล รัฐมนตรีกลาโหม และฟิเดล วี. รามอส รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประกาศถอนตัวสนุบสนุนมาร์กอส และยอมรับว่า อากีโนคือประธานาธิบดีตัวจริง
พระคาร์ดินัล ซิน ผู้นำศาสนา ได้ประกาศผ่านวิทยุขอให้ประชาชนออกมาช่วย "คุ้มครองทหารฝ่ายประชาธิปไตย"
ระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ ประชาชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลสู่ถนน EDSA ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการโดยปราศจากอาวุธ เหตุการณ์นี้ถูกขนานนามว่า การปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution)
แม้จะมีคำสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง แต่ทหารส่วนใหญ่กลับตัดสินใจไม่ยิง และเข้าร่วมกับประชาชน
ท้ายสุด เมื่อกระแสสนับสนุนอากีโนแข็งแกร่งขึ้น มาร์กอสและครอบครัวตัดสินใจลี้ภัยไปยังฮาวาย สิ้นสุดระบอบเผด็จการที่ยาวนานกว่า 20 ปี และเปิดทางสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยในฟิลิปปินส์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://oica.upd.edu.ph/2024/02/remembering-the-1986-snap-election/
https://learn.martiallawmuseum.ph/magaral/edsa-1986-unifying-the-peoples-power/
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
