แมกนีเซียมกลายเป็นกระแสสุขภาพ แต่ปลอดภัยหรือไม่หากรับประทานทุกวัน

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายต้องใช้ในการควบคุมการทำงานของระบบประสาท กระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน และระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 300 กระบวนการในร่างกาย ช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ และช่วยในการสร้างพลังงานและโปรตีน
ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายแนะนำให้รับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียมเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ลดความเครียดและช่วยระบบขับถ่าย แต่คำถามคือจำเป็นต้องกินแบบเม็ดหรือไม่ และปลอดภัยไหมหากกินทุกวัน?
ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า แม้คนทั่วไปสามารถรับประทานอาหารเสริมได้อย่างปลอดภัย แต่การรับแมกนีเซียมจากอาหารธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีที่สุด
นพ. นูร์ฮาน นัสซาร์ จาก Houston Methodist กล่าวว่า “โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่มักได้รับแมกนีเซียมเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์”
อาหารเสริมแมกนีเซียมไม่ได้ถูกควบคุมโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA)
แมกนีเซียมมีหลายรูปแบบในท้องตลาด โดย Julia Zumpano นักกำหนดอาหารจาก Cleveland Clinic ระบุว่า “แมกนีเซียมไกลซิเนต” เป็นรูปแบบที่มักถูกแนะนำมากที่สุด เพราะร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขายออนไลน์อาจมีปริมาณแมกนีเซียมตั้งแต่ 25–800 มิลลิกรัม ขณะที่ปริมาณที่แนะนำต่อวันอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของตัวเลขสูงสุดดังกล่าว
ตามข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH)
- ผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี ควรได้รับวันละ 400 มก.
- ผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปี ควรได้รับวันละ 420 มก.
- ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปี ควรได้รับวันละ 310 มก.
- ผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรได้รับวันละ 320 มก.
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแมกนีเซียมเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหาร
ผู้เชี่ยวชาญจาก Northwestern Medicine อธิบายว่า อาหารเป็นแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุที่ทำงานร่วมกันในร่างกาย ไม่ไดทำงานแยกเดี่ยวเหมือนอาหารเสริม
Bethany Doerfler นักกำหนดอาหารวิจัยคลินิก กล่าวว่า “แมกนีเซียมในบริบทของสารอาหารทั้งหมดในอาหาร คือสิ่งที่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ”
โดยทั่วไป โอกาสได้รับแมกนีเซียมมากเกินไปจากอาหารและเครื่องดื่มมีน้อย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียมมีความเสี่ยง และการได้รับเกินขนาดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
NIH ระบุว่า แมกนีเซียมจากอาหารไม่ก่อความเสี่ยงในคนสุขภาพดี เพราะไตสามารถขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ แต่การได้รับแมกนีเซียมในปริมาณสูงจากอาหารเสริมหรือยา มักทำให้เกิดท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดเกร็งท้อง
อาการจากการได้รับมากเกินไปอาจรวมถึง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ความดันโลหิตต่ำ กระหายน้ำ ง่วงซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหายใจช้าหรือตื้น
หากได้รับในปริมาณสูงมาก อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นได้
ในทางกลับกัน การขาดแมกนีเซียมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แม้จะพบไม่บ่อย และมักเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสียเรื้อรัง หรือเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้
อาการขาดแมกนีเซียม ได้แก่ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน อ่อนเพลีย และอ่อนแรง อาจรุนแรงถึงขั้นชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (hypocalcemia)
ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่พบความเชื่อมโยงระหว่างการขาดแมกนีเซียมกับไมเกรน
NIH สรุปว่า แม้บางภาวะสุขภาพหรือยาบางชนิดอาจทำให้เกิดการขาดแมกนีเซียมได้ แต่ในคนสุขภาพดีถือว่าพบไม่บ่อย
ท้ายที่สุด Harvard Health ระบุว่า หากไม่มีภาวะขาดแมกนีเซียมที่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่มีโรคที่ทำให้ขาด เช่น โรคโครห์น หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ ก็ “ไม่มีเหตุผลจำเป็นที่ต้องรับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียมเป็นประจำ”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
