รีเซต

“วิกฤตปิโตรเคมี” ไทยหยุดผลิต ปรับขึ้นราคา

“วิกฤตปิโตรเคมี” ไทยหยุดผลิต ปรับขึ้นราคา
TNN ช่อง16
17 มีนาคม 2569 ( 09:29 )
15

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญของโลก “ข้อมูลจากกลุ่มปิโตรเลียม ระบุว่า ไทยมีศักยภาพการผลิตผลิตปิโตรเคมีอยู่ใน อันดับ 8 ของโลก และมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 37 ล้านตันต่อปี” ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เม็ดพลาสติก วัตถุดิบอุตสาหกรรม ไปจนถึงเคมีภัณฑ์สำหรับภาคการผลิตต่าง ๆ

“โครงสร้างการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศ โดยประมาณร้อยละ 70–80 ของกำลังผลิตถูกใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ” เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมของไทยโดยรวม

ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ วัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย คือ “แนฟทา (Naphtha)”ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 66 ของวัตถุดิบทั้งหมด ที่ใช้ในกระบวนการผลิต และส่วนหนึ่งของแนฟทาต้องนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างมาก”

ในอุตสาหกรรมมองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกลาง ยืดเยื้อ อาจกระทบต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ของไทย รวมถึงอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอุตสาหกรรมในหลายภาคส่วน เนื่องจากปิโตรเคมีถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของการผลิตสินค้าเกือบทุกประเภท

ผู้ผลิตไทยส่วนใหญ่ พยายามสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบ ด้วยกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจากภูมิภาคอื่นได้บางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก แต่ความความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ใช่กระทบแค่เพียงการจัดหาวัตถุดิบ แต่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีปรับขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

ความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลาง เริ่มกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยและของโลก ในหลายด้าน

1. ความเสี่ยงวัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน เนื่องจากโรงงานปิโตรเคมีจำนวนมากต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อเส้นทางขนส่งมีความไม่แน่นอน อาจทำให้การจัดหาวัตถุดิบเกิดความล่าช้าหรือปริมาณลดลง

2. ราคาน้ำมันและแนฟทา (Naphtha) ซึ่งแนฟทา ถือเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านพลังงานในตลาดโลก การปรับขึ้นของราคาพลังงานส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของโรงงานปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

3. ค่าขนส่งทางทะเลที่เพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะเส้นทางตะวันออกกลางที่ต้องเผชิญทั้งค่าเบี้ยประกันภัยสงครามและการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของวัตถุดิบและสินค้าเพิ่มขึ้น

3. ราคาเม็ดพลาสติกในตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเม็ดพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าปิโตรเคมีจึงมีแนวโน้มปรับขึ้นตาม

พาไปดูการปรับตัวของโรงงานปิโตรเคมีในไทย พบว่า บางแห่งเริ่มใช้มาตรการหยุดผลิตบางส่วนชั่วคราว เช่น 

-บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งมีการปรับแผนการผลิตเพื่อบริหารวัตถุดิบในช่วงที่ตลาดพลังงานผันผวน

-ขณะที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศ ได้ปรับแผนการจัดส่งสินค้าและบริหารสต็อกวัตถุดิบอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

-ด้าน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีแบบครบวงจรในจังหวัดระยอง ได้ปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบและความต้องการของตลาด เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต

-ส่วนบริษัทข้ามชาติ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด แจ้งลูกค้า จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงและในเชิงลบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้เกิดต้นทุนและความท้าทายอื่นๆ ที่ไม่อาจจัดการได้ภายในอีกต่อไป จึงบริษัทจำเป็นต้องปรับราคา 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน สำหรับคำสั่งซื้อใหม่ทั้งหมดของกลุ่มผลิตภัณฑ์เรซินพิเศษของดาวโดยทันที 

-ขณะเดียวกัน บริษัท เอชเอ็มซี โพลีเมอร์ จำกัด (HMC Polymers) ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนรายใหญ่ในไทย ได้ปรับลดปริมาณการส่งมอบสินค้าในบางช่วง เพื่อบริหารซัพพลายวัตถุดิบและลดผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

การปรับแผนของผู้ผลิตปิโตรเคมีสะท้อนว่า ความผันผวนของตลาดพลังงานและโลจิสติกส์กำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะต่อไป

ความผันผวนของตลาดพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายกลุ่ม เนื่องจากปิโตรเคมีถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ พลาสติก วิศวกรรมวัสดุ ไปจนถึงเส้นใยสังเคราะห์ เมื่อราคาน้ำมันและแนฟทาปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมปลายน้ำจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม

1. อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก ฟิล์มห่ออาหาร และภาชนะบรรจุจำนวนมากผลิตจากเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เมื่อราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสินค้าอาหารจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

2. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ใช้พลาสติกวิศวกรรมในชิ้นส่วนจำนวนมาก เช่น แผงหน้าปัด กันชน และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ การเพิ่มขึ้นของราคาปิโตรเคมีอาจทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

3. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากใช้พลาสติกและเรซินเป็นวัสดุหลักในการผลิตโครงสร้างภายนอกและส่วนประกอบภายใน

4. อุตสาหกรรมสิ่งทอและเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากปิโตรเคมีในการผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ไนลอน และเส้นใยสังเคราะห์ชนิดต่าง ๆ ก็อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นกัน หากราคาวัตถุดิบปิโตรเคมียังคงปรับตัวสูงขึ้น

หากความตึงเครียดในตลาดพลังงานยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของหลายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และอาจสะท้อนผ่านราคาสินค้าในตลาดในระยะถัดไป เนื่องจากปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมจำนวนมาก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง