สหรัฐฯ ประกาศธงโภชนาการแบบพีระมิดอาหารกลับหัว ด้านไทยเตรียมประกาศเร็วๆ นี้ที่เหมาะกับคนไทย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยจากประกาศคำแนะนำด้านโภชนาการของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2026 ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการน้อย ลดอาหารแปรรูปขั้นสูง ลดการเติมน้ำตาล เน้นโปรตีนคุณภาพ สะท้อนถึงโภชนาการระดับสากลที่มุ่งเน้นคุณภาพ เป็นสิ่งที่กรมอนามัยรณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง ผ่าน "ธงโภชนาการ" ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับคนไทย
รัฐบาลทรัมป์ได้เผยแพร่ Dietary Guidelines for Americans ฉบับปี 2025–2030 ซึ่งเป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะรัฐบาลทรัมป์ได้ “พลิกกลับพีระมิดอาหาร” โดยจัดให้ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ผัก และผลไม้ อยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุด ขณะที่ ธัญพืช ถูกลดบทบาทลงมาอยู่ในลำดับล่างสุด
โดยโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “สงครามต่อต้านไขมันอิ่มตัวได้สิ้นสุดลงแล้ว” พร้อมประกาศเปิด “สงครามกับน้ำตาลเติม” แทน นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าแนวทางฉบับใหม่ ไม่สนับสนุนการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultraprocessed foods) และกล่าวโทษบรรษัทอเมริกันขนาดใหญ่ รวมถึงรัฐบาลชุดก่อนหน้า ว่าเป็นผู้ส่งเสริมการบริโภคอาหารประเภทนี้จนมีส่วนทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วนในประเทศ
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แนวทางการบริโภคอาหารของ แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรมอาหาร สังคม เศรษฐกิจ และสถานการณ์สุขภาพ ตามกรอบข้อแนะนำแนวทางการบริโภคอาหาร (Food Based Dietary Guidelines) ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการเผยแพร่ Dietary Guidelines for Americans ในรูปแบบพีระมิดอาหารใหม่ ซึ่งมีความสอดคล้องกับประเทศไทย
ที่ใช้รูปแบบธงโภชนาการเพื่อสื่อสารให้ประชาชนเห็นภาพรวมของการบริโภคอาหารอย่างสมดุล ที่เน้นเลือกกินอาหารธรรมชาติผ่านกระบวนการปรุงรสน้อยที่สุด (Whole food) เน้นผักผลไม้สดหลากสี ธัญพืชเต็มเมล็ด ไม่ขัดสี (Whole grain) และคำนึงถึงคุณภาพของโปรตีน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง อาหารรสหวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีไขมันสูง
“ทั้งนี้ ธงโภชนาการของประเทศไทยพัฒนามาจากเกณฑ์ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (Dietary Reference Intake for Thais 2020) และข้อมูลการสำรวจการบริโภคอาหารของประเทศไทยในแต่ละกลุ่มวัย มากำหนดปริมาณอาหารที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม
และสอดคล้องกับวัฒนธรรมการกินอาหารของคนไทย เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันภาวะขาดสารอาหารและโรค NCDs โดยกำหนดให้พื้นที่แต่ละหมวดอาหาร สื่อถึง “ปริมาณการบริโภคที่ควรได้รับ” กลุ่มอาหารที่อยู่ส่วนบนหรือมีพื้นที่มากกว่าเป็นกลุ่มที่สามารถบริโภคได้ในปริมาณมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยที่กินข้าวเป็นหลัก เหมือนกับหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เน้นการกินข้าวไม่ขัดสี เพื่อเพิ่มใยอาหารและวิตามิน ลดความเสี่ยงเบาหวาน และวัฒนธรรมการกินของคนไทยที่กินอาหารแบบสำรับอาหาร และเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีความหลากหลายของอาหาร
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “คุณภาพโปรตีน” ในปริมาณที่เพียงพอตามที่ธงโภชนาการ แหล่งโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ปีก อาหารทะเล รวมถึงโปรตีนจากพืชอย่างถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่ว ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง การกินโปรตีนอย่างเหมาะสมมีบทบาทสำคัญต่อการคงมวลกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงแนะนำดื่มนมรสจืด 2 แก้วต่อวัน หรืออาจแทนด้วยนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม หรือ โยเกิร์ตรสจืด ที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก และการใช้แรงต้าน จะช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนได้ในระยะยาว
“ทั้งนี้ กรมอนามัยจะเปิดตัวธงโภชนาการฉบับใหม่ในปี 2569 นี้ ที่ยังคงยึดหลักความสมดุล และมีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเน้นแนวทางสำคัญ 3 ประการ
1) ฉลาดเลือกกิน ลดหวาน มัน เค็ม และเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง
2) ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ปรับปริมาณให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น
วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ
3) กินอย่างยั่งยืนส่งเสริมการกินอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล เพื่อความยั่งยืนทางอาหารและสุขภาพ "เราต้องการให้คนไทยมองเรื่องโภชนาการเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และทำได้จริง การกินอาหารไทยให้เป็นยาป้องกันโรค และใช้วัตถุดิบธรรมชาติ คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับสุขภาพคนไทย" รองอธิบดี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
