COCOCO หนุนเกษตรกรซื้อมะพร้าว-ดันQ1ฟื้น

#COCOCO #ทันหุ้น – COCOCO ดูแลอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยเต็มกำลัง “ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว” บิ๊กบอส ย้ำชัดรับซื้อปริมาณมาก ราคาเป็นธรรม พร้อมเสริมรายได้เกษตรกร ด้านโบรกแนะเก็งกำไร คาดผลงาน Q1 ฟื้น ออเดอร์จีนไหลเข้า ให้ราคาเหมาะสมใหม่ 6 บาท
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ผู้ผลิตจำหน่าย และส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรม ล่าสุด บริษัทได้เดินหน้ารับซื้อวัตถุดิบมะพร้าวในราคาที่เป็นธรรม เพื่อช่วยพยุงราคามะพร้าวในตลาด และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาในบางช่วงเวลา
รับซื้อมะพร้าว
ทั้งนี้ COCOCO มีนโยบายรับซื้อผลผลิตในปริมาณมากและต่อเนื่อง เพื่อช่วยรองรับผลผลิตจากเกษตรกร โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเกษตรกรรมในระยะยาว
บริษัทเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการดูแลต้นน้ำของธุรกิจ การรับซื้อวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกร แต่ยังช่วยรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระยะยาว
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง COCOCO ว่า บริษัทเลื่อนการเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานในฟิลิปปินส์ (Commercial run) เป็นไตรมาส 3/2569 จากเดิมที่จะเปิดใช้งานช่วง Q1/2569 เนื่องจากบริษัทได้ลงทุนในโรงกะเทาะมะพร้าวเพิ่มเติม ทำให้ Gross Profit Margin อาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฐานที่ต่ำในไตรมาส 1/2568 ประกอบกับการเริ่มรับรู้ผลของราคามะพร้าวที่ปรับตัวลงจากปีก่อน รวมถึงรัฐบาลจีนที่คาดจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการการนำเข้าสินค้าจากไทย ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อจากจีนเริ่มกลับมาฟื้นตัว ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติในไตรมาส 1/2569 มีโอกาสกลับมาโตแต่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า
ปรับกำไรปี 2568-2569 ลง หุ้นยังขาดปัจจัยบวก คงคำแนะนำ “TRADING” จากแนวโน้มผลประกอบการใน ไตรมาส 4/2568 ที่ยังอ่อนแอ ประกอบกับการเลื่อนเปิดใช้โรงงานในฟิลิปปินส์ ทำให้ฝ่ายวิจัยประมาณการกำไรปกติปี 2568-2569 ลง 26.4% และ 31.4% เป็น 229 ลบ. (-68.2% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน) และ 493 ลบ. (+115.7% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน) ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐานรายได้ และ Gross Profit Margin ลง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท และเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
มองเป้า 6 บาท
นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 โดยปรับ PER ในการประเมินมูลค่าลงเป็น 17.5 เท่า เพื่อสะท้อนอัตราการเติบโตที่ลดลง ทำให้ฝ่ายวิจัยได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 6.00 บาท แม้ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside gain 18.8% แต่หุ้นยังขาดปัจจัยบวกในระยะสั้น ทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “TRADING” เชิงกลยุทธ์แนะนำสะสม หลังงบปี 2568 ออกไปแล้ว เพื่อเก็งผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ที่คาดกำไรกลับมาโตจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันกับปีก่อน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
