STARMดันพอร์ตโต20% เปิดเกมรุกตลาดออนไลน์

#STARM #ทันหุ้น – STARM ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยจะเน้นขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อให้เติบโต 20% มุ่ง “เครื่องใช้ไฟฟ้า -โทรศัพท์มือถือ -คอมพิวเตอร์- และโน้ตบุ๊ก” ในตลาดออนไลน์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ ได้ในไตรมาส 2/2569 พร้อมยังมีอานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางการลดเบี้ย ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดล
นายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) หรือ STARM ผู้จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งในรูปแบบขายเงินสดและขายเงินผ่อน และให้บริการปล่อยสินเชื่อประเภทต่างๆ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะยังคงไม่ดีนัก แต่ทางบริษัทได้มีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2568 โดยได้ตั้งเป้าหมายรายได้ 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพสินเชื่อ
*สินเชื่อเช่าซื้อโต 20%
ทั้งนี้ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทมีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรก คือ สินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งตั้งเป้าหมายเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% และจะเพิ่มสัดส่วนให้เป็น 20% จากปีก่อนที่มี 15% อีกทั้งยังมีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำประมาณ 1% มีอัตราผลตอบแทน (Yield) สูงถึงประมาณ 40% และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 15-16%
ส่วนอีกประเภท คือ สินเชื่อเงินกู้ยืม คาดการณ์ว่าจะเติบโตตามค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในระดับเลขหลักเดียว (Single Digit) หรือเติบโตไม่เกิน 10% และจะมีสัดส่วนรายได้ลดลงเหลือเพียง 80% จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งธุรกิจนี้มีความเสี่ยงด้าน NPL ในระบบค่อนข้างสูง ของบริษัทมีอยู่ที่ประมาณ 5% และมีคู่แข่งจำนวนมากที่มีสาขาหลัก 1,000 สาขา ในขณะที่บริษัทมีสาขาประมาณ 90 กว่าสาขา รวมถึงให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 24% ซึ่งน้อยกว่าสินเชื่อเช่าซื้อ
*รุกตลาดออนไลน์
ขณะเดียวกันบริษัทจะเน้นธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อพวกสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊ก ในตลาดออนไลน์มากขึ้น จากเดิมบริษัทเน้นการขายแบบออฟไลน์ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาระบบไอทีเสร็จสมบูรณ์แล้วในไตรมาส 1/2569
โดยบริษัทจะเริ่มรุกตลาดออนไลน์เต็มตัว รวมถึงรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2569 โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ที่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันจากสภาพอากาศที่ร้อน ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าหลักของบริษัทที่มียอดขายสูงที่สุด ทั้งนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างเตรียมลงนาม MOU กับพันธมิตรรายใหญ่ที่เป็นแพลตฟอร์มและเครือข่ายร้านค้าที่มีสาขาจำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อระบบการขายออนไลน์
*ต้นทุนการเงินลดลง
นอกจากนี้บริษัทยังได้เริ่มรุกธุรกิจขายฝากในไตรมาส 4/2568 เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้มีผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงเรื่อง NPL แต่บริษัทยังคงเน้นการคัดเลือกลูกค้าอย่างระมัดระวังตามภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีบริษัทยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงิน (Cost of funds) ลดลง โดยในปี 2568 มีการลดดอกเบี้ยติดต่อกันถึง 4 ครั้ง และคาดว่าในปี 2569 อาจมีการลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทเพิ่มเติม รวมถึงในปีนี้อาจจะไม่มีแรงสนับสนุนจากโครงการ Easy E-Receipt เหมือนปีที่ผ่านมา แต่บริษัทได้ร่วมกับดีลเลอร์ทำโปรโมชันรายไตรมาและมีมาตรการกระตุ้นยอดขายในระดับสาขาทุกเดือนอยู่แล้ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
