รัฐบาลปี 2569 ที่ “ตัดสินใจได้เลย” ทำนโยบายลดค่าครองชีพทันที

ในการเลือกตั้งปี 2569 ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่การแข่งขันของนโยบายบนเวทีหาเสียง แต่ขยับมาที่คำถามเชิงปฏิบัติมากขึ้นว่า หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศด้วยอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ นโยบายใดบ้างที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแก้กฎหมายหรือกระบวนการทางการเมืองที่ซับซ้อน เพราะในความเป็นจริง นโยบายจำนวนไม่น้อยต้องผูกพันกับงบประมาณระยะยาวหรือการแก้ไขกฎหมาย ขณะที่อีกหลายมาตรการสามารถขับเคลื่อนได้ทันทีผ่านมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ คำสั่ง และกลไกที่มีอยู่แล้วในระบบราชการ
ด้วยเหตุนี้ บทความนี้จึงชวนพิจารณา “นโยบายเด่นที่เริ่มทำได้ทันที” หากรัฐบาลปี 2569 เป็นรัฐบาลที่ตัดสินใจได้รวดเร็ว โดยโฟกัสไปที่มาตรการลดค่าครองชีพซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง และสามารถสร้างผลลัพธ์เป็นลำดับขั้นในช่วงต้นของวาระบริหาร
มาตรการแรกที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการตรึงหรือปรับลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน เนื่องจากรัฐบาลสามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาได้ทันที ผ่านการกำหนดทิศทางให้กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนหรือเงินชดเชยตามชนิดเชื้อเพลิง การดำเนินการในลักษณะนี้มักถูกออกแบบให้เป็นมาตรการชั่วคราว เช่น 60–90 วัน หรือในช่วงเทศกาล เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพโดยไม่กระทบฐานะกองทุนในระยะยาว
ถัดมาคือค่าไฟฟ้า ซึ่งแม้จะเป็นโครงสร้างราคาที่ซับซ้อน แต่ส่วนที่รัฐบาลสามารถขยับได้ในระยะสั้นคือค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft ที่มีการกำหนดเป็นรอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ หากรัฐบาลต้องการลดแรงกระแทกค่าครองชีพในช่วงเริ่มต้นวาระ ก็สามารถกำหนดเป้าหมายค่าไฟและบริหารจังหวะการรับรู้ต้นทุนให้เหมาะสม เพื่อให้ผลออกมาในลักษณะการตรึงค่าไฟชั่วคราวหรือปรับลดในหนึ่งรอบบิลได้
ในขณะเดียวกัน ราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ก็เป็นต้นทุนสำคัญของครัวเรือนและร้านอาหารรายย่อย รัฐบาลสามารถออกมาตรการพยุงราคาแบบจำกัดเวลา และออกแบบราคาพิเศษสำหรับกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม โดยอาศัยฐานข้อมูลของรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปอย่างตรงจุด ลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่
เมื่อมาตรการด้านพลังงานช่วยลดค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว ขั้นต่อมาคือการเพิ่มกำลังซื้อผ่าน “สวัสดิการที่มีอยู่แล้ว” ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำได้รวดเร็วเพราะมีระบบทะเบียนและกลไกการโอนเงินรองรับอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย หรือเพิ่มความเข้มข้นของความช่วยเหลือในช่วงต้นวาระ แนวทางนี้มักเดินหน้าได้เร็วกว่าโครงการใหม่ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาถกเถียงเรื่องงบประมาณและเงื่อนไขทางนโยบาย
ควบคู่กันนั้น รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีเฉพาะกิจเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการออกแพ็กเกจลดหย่อนภาษีแบบมีเพดานและกำหนดช่วงเวลา เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือการจับจ่ายในเมืองรอง ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วย “ติดเครื่องเศรษฐกิจ” ได้เร็วโดยไม่สร้างภาระผูกพันระยะยาว
อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมจับตาคือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งมีกลไกพิจารณาผ่านคณะกรรมการค่าจ้าง รัฐบาลที่ตัดสินใจได้ชัดเจนสามารถกำหนดกรอบนโยบายและเร่งไทม์ไลน์การพิจารณาให้เกิดผลเร็วขึ้น พร้อมออกมาตรการพยุงผู้ประกอบการและ SME ควบคู่ เพื่อให้การปรับค่าแรงเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ
สำหรับค่าเดินทาง นโยบายปรับทั้งระบบมักติดข้อจำกัดด้านสัญญาสัมปทานและงบผูกพัน แต่รัฐบาลยังสามารถเริ่มจากส่วนที่รัฐมีอำนาจกำกับสูงก่อน เช่น มาตรการช่วยค่าเดินทางเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนเห็นผลบางส่วนในระยะสั้น
ทั้งหมดนี้จึงถูกจัดวางเป็นสูตรการทำงานในช่วง “100 วันแรก” โดยไล่ลำดับจากการลดแรงกระแทกค่าครองชีพทันที เติมกำลังซื้อแบบเจาะกลุ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการจำกัดเวลา และปิดท้ายด้วยการปรับฐานรายได้แรงงาน เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
