เปิดรายชื่อ คนไทย 5 กลุ่ม รัฐบาลจ่อคลอด "มาตรการช่วยเหลือ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง หลังเลิกตรึงดีเซล

มาแล้ว รัฐบาลจ่อคลอดมาตรการดูแลคนไทย 5 กลุ่ม รับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง "เอกนิติ" ย้ำช่วยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนโดยตรง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงแนวทางรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน หลังมีการยกเลิกเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตร โดยย้ำว่ารัฐบาลจะใช้แนวทาง “ช่วยเหลือแบบเจาะจง” (Targeted Subsidy) มุ่งดูแลเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
รัฐมนตรีคลัง ระบุว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ การแทรกแซงราคามากเกินไปอาจทำให้กลไกตลาดบิดเบือน เกิดการกักตุนสินค้า และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมคือปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริง ควบคู่กับการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนอย่างตรงจุด
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางมาตรการช่วยเหลือครอบคลุม 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. กลุ่มแรก คือ “กลุ่มเปราะบาง” หรือผู้มีรายได้น้อย จะใช้ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นช่องทางหลักในการช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือบัตรประมาณ 13.4 ล้านคนทั่วประเทศ รูปแบบการช่วยเหลือจะเป็นการเติมเงินเข้าสู่บัตร เพื่อนำไปใช้ลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร หรือค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ต้องใช้งบประมาณจากงบกลาง จึงจำเป็นต้องรอขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะเริ่มดำเนินการได้
2. กลุ่มที่สอง คือ “ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนน้ำมัน โดยข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า มีรถบรรทุกประมาณ 360,000 ราย และรถโดยสารสาธารณะเกือบ 30,000 ราย รวมถึงรถตู้ แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือในรูปแบบคูปองน้ำมัน บัตรเติมน้ำมัน หรือเงินสด โดยสามารถโอนตรงถึงผู้ประกอบการ หรือเข้าบัญชีผู้ขับขี่ผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อให้แรงงานอิสระเข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากต้นทุนของภาคขนส่งมีผลต่อราคาสินค้าในภาพรวม
3. กลุ่มที่สาม คือ “เกษตรกร” ซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนปุ๋ยที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน เนื่องจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจัดหาปุ๋ยราคาประหยัด พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรที่อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะได้รับความช่วยเหลือในฐานะกลุ่มเปราะบางควบคู่ไปด้วย
4. กลุ่มที่สี่ คือ “ชาวประมง” ที่ต้องเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงสูง รัฐบาลเตรียมผลักดันให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม 20% แทนน้ำมันเดิม โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 5 บาทต่อลิตร มาตรการนี้ยังช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมันในประเทศไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับสูงจนกระทบผู้บริโภคและอุตสาหกรรม โดยอาจมีการบริหารจัดการปริมาณและการส่งออกเพื่อรักษาสมดุลในตลาด
5. กลุ่มสุดท้าย คือ “ผู้รับเหมาภาครัฐ” ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น สำนักงบประมาณจะเข้ามาดูแลผ่านการปรับค่า K ซึ่งเป็นดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนตามเงื่อนไขในสัญญา
ขณะที่กลุ่มของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ รัฐบาลจะไม่ใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันโดยตรง แต่จะเน้นการช่วยเสริมสภาพคล่องแทน เช่น การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคองธุรกิจและปรับตัวรับมือกับสถานการณ์พลังงานโลกได้ต่อไป