แค่กระแส หรือของจริง? ทำไมประเทศไทยต้องมี "Data Center" อุตสาหกรรมนี้มีดีอะไร?

ทำไมประเทศไทยต้องมี "Data Center" เรื่องนี้จะช่วยเศรษฐกิจได้อย่างไร?
ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นกระแสมาแรง ที่วันนี้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากไม่ใช่แค่ในเมืองไทยเป็นกระแสในระดับโลก โดยเฉพาะแวดวงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว เพราะไม่เห็นด้วยตาเปล่าว่ามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของหรือปากท้องของเราอย่างไร
แต่ในความเป็นจริงแล้ว Data Center อยู่กับเราในทุกวันน อยู่เบื้องหลังชีวิตดิจิทัลของคนยุคใหม่ ตั้งแต่การดูหนังออนไลน์ สั่งซื้อสินค้าผ่านแอป ใช้ Mobile Banking ไปจนถึงการใช้ Cloud และ AI
เรียกได้ว่า ไม่มี Data Center ก็ไม่อาจจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้ เพราะทุกครั้งที่เราส่งหรือเรียกใช้ข้อมูล จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ เก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และส่งข้อมูลกลับมา และสถานที่ที่ทำหน้าที่เหล่านี้ก็คือ Data Center นั่นเอง
ดังนั้น Data Center จึงไม่ใช่แค่ “ห้องเก็บคอมพิวเตอร์” หรือ “ห้องเก็บสายไฟ” แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจดิจิทัล และยิ่งวันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ AI ความต้องการประมวลผลข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้ Data Center กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่หลายประเทศกำลังเร่งลงทุน
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐาน Data Center ของภูมิภาค
ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพราะมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลาดในประเทศ และศักยภาพในการเป็นฐานเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ มี IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ในพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี ระยอง และสมุทรปราการ
ที่น่าสนใจคือฐานนักลงทุนไม่ได้มาจากประเทศเดียว โดย BOI ระบุว่า จาก 42 โครงการ เป็นกลุ่มบริษัทไทย 15 โครงการ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติประกอบด้วยจีน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฮ่องกง รวมถึงนักลงทุนจากสิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส
หนึ่งในโครงการขนาดใหญ่คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Storage และ Processing ของ TikTok ซึ่ง Reuters รายงานว่ามีมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนว่า Data Center กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันด้านเงินลงทุนของไทย แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เงิน 750,000 ล้านบาทนี้ จะส่งต่อถึงเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?
เงินลงทุน Data Center ไม่ได้จบแค่การก่อสร้าง
ผลประโยชน์แรกที่เห็นได้ชัดคือ การก่อสร้างและการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพราะ Data Center หนึ่งแห่งต้องใช้ทั้งผู้รับเหมา วิศวกร ช่างไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบสำรองไฟ ระบบเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบควบคุมอาคาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
ดังนั้นเงินลงทุนก้อนใหญ่จึงไม่ได้อยู่กับบริษัทเจ้าของ Data Center เพียงรายเดียว แต่สามารถกระจายไปยังธุรกิจที่อยู่รอบ ๆ โครงการได้ และนี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจชั้นแรกที่เกิดขึ้นจากการลงทุน แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากกว่านั้น คือการทำให้เกิด Supply Chain ในประเทศ
โอกาสของธุรกิจไทยอยู่ใน Supply Chain
Data Center ต้องใช้อุปกรณ์และบริการจำนวนมาก ตั้งแต่
* Hard Disk Drive
* AI Server
* แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB
* Optical Transceiver และอุปกรณ์สื่อสาร
* ระบบทำความเย็น
* ระบบไฟฟ้าและสำรองไฟ
* ระบบเครือข่าย
* ระบบรักษาความปลอดภัย
* ซอฟต์แวร์
* บริการด้าน IT และวิศวกรรม
จุดนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย เพราะหากประเทศไทยสามารถดึงผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ เงินลงทุน Data Center ก็จะไม่ได้ไหลเข้ามาแล้วจบอยู่ที่เจ้าของโครงการหรือบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ แต่จะหมุนต่อไปยังธุรกิจไทย
BOI ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในไทยแล้ว ทั้ง Hard Disk Drive, AI Server, Optical Transceiver, PCB และระบบทำความเย็น
โดยเฉพาะอุตสาหกรรม PCB ซึ่งมีผู้ผลิตระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก ยิ่งมีโอกาสเชื่อมโยงกับการขยายตัวของ Data Center และ AI นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า ไทยจะเป็นเพียงสถานที่ตั้ง Data Center หรือจะเป็นฐานการผลิตและบริการที่อยู่รอบ Data Center ด้วย
สร้างงานทักษะสูง ไม่ใช่แค่สร้างงานจำนวนมาก
อีกผลประโยชน์หนึ่งคือ การจ้างงาน เมื่อ Data Center เปิดดำเนินงานแล้ว ยังต้องมีบุคลากรดูแลระบบตลอดเวลา เช่น Network Engineer, Cloud Engineer, Cybersecurity, วิศวกรระบบ, ช่างเทคนิค รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและเครื่องกล
แม้ Data Center จะไม่ได้ใช้แรงงานจำนวนมากเท่าโรงงานขนาดใหญ่ แต่ตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและมีค่าตอบแทนสูงกว่าแรงงานทั่วไป ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรได้จากการลงทุนจึงไม่ใช่แค่ “จำนวนงาน” แต่ต้องรวมถึง การยกระดับทักษะของแรงงานไทย ทั้งการพัฒนาวิศวกร ช่างเทคนิค หลักสูตรฝึกอบรม และการสร้างบุคลากรด้าน Cloud, AI และ Cybersecurity
BOI เองก็ระบุว่าการพิจารณาการลงทุนระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย การเชื่อมโยง SMEs และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
แล้ว Data Center เกี่ยวอะไรกับ “ปากท้อง”?
คำตอบไม่ได้มีแค่การสร้างงาน แต่คือ การเพิ่ม Productivity ให้กับธุรกิจไทย เพราะ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ Cloud และ AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลองนึกภาพว่า โรงงานใช้ AI ตรวจหาสินค้าที่มีตำหนิ ร้านค้าปลีกใช้ AI คาดการณ์ว่าสินค้าอะไรจะขายดี ธนาคารใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงและบริษัทขนส่งใช้ข้อมูลเพื่อวางเส้นทางให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่เกษตรกรใช้ข้อมูลสภาพอากาศและราคาตลาดเพื่อวางแผนการผลิตหรือ SME ใช้ AI ช่วยทำการตลาด วิเคราะห์ลูกค้า และจัดการบัญชี ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ใช้ทรัพยากรเท่าเดิม แต่สร้างผลผลิตได้มากขึ้น
นี่คือ Productivity และเมื่อ Productivity เพิ่มขึ้น ธุรกิจมีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย แข่งขันได้ดีขึ้น และมีศักยภาพในการจ่ายค่าตอบแทนแรงงานที่ดีขึ้น ดังนั้น Data Center จึงเชื่อมโยงกับ “ปากท้อง” ไม่ใช่เพราะมันจะสร้างงานให้ทุกคนโดยตรง แต่เพราะโครงสร้างพื้นฐานนี้สามารถช่วยให้ ธุรกิจทั้งระบบทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
World Bank ชี้ โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น แต่ไทยยังต้องเร่งใช้ AI
World Bank ระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกำลังขยายตัวจากการใช้ Cloud และ AI ที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนใน Data Infrastructure แต่ไทยยังมีช่องว่างด้านทักษะ การกำกับดูแลข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูล และความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง ([World Bank][3])
รายงาน Digital Data Infrastructure Roadmap ของ World Bank ยังประเมินว่าไทยมีพื้นที่ Data Center รวมประมาณ 144,000 ตารางเมตรในปี 2566 อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน และยังมีพื้นที่ให้ขยายตัว
โดยเฉพาะความต้องการ High-performance Computing สำหรับ AI และ Cloud นี่จึงทำให้โจทย์ของไทยไม่ได้จบที่ว่า “มี Data Center เพียงพอหรือยัง?” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “เราจะใช้ Data Center เหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยได้มากแค่ไหน?”
เพราะ Data Center เปรียบเหมือน “ถนน” และการสร้างถนนไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือ ใครใช้ถนน และใช้ถนนนั้นไปสร้างอะไร
เช่นเดียวกัน การมี Data Center จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดโดยอัตโนมัติ หากธุรกิจไทยยังไม่สามารถนำ Cloud, Data และ AI ไปใช้เพิ่ม Productivity ได้จริง
World Bank จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพข้อมูล Cybersecurity ทักษะ และการนำ AI ไปใช้ในภาครัฐและภาคธุรกิจ
Data Center แค่โตให้เร็วไม่พอ ต้องโตอย่าง "สมดุล"
อีกด้านที่ต้องจับตาคือ Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรจำนวนมาก ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร” แต่ต้องถามด้วยว่า การลงทุนเหล่านี้ใช้ไฟ ใช้น้ำ และทรัพยากรอย่างไร และใครเป็นผู้รับต้นทุน
ล่าสุด BOI ระบุว่ากำลังยกระดับเกณฑ์คัดกรอง Data Center ให้พิจารณาทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ในด้านประโยชน์ต่อประเทศ ยังให้ความสำคัญกับการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาบุคลากร การใช้และพัฒนา Vendor ไทย การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI, Cloud และ Cybersecurity ในประเทศ
นี่คือการเปลี่ยนโจทย์จาก “ดึงเงินลงทุนให้ได้มากที่สุด” ไปสู่ “ดึงเงินลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศมากที่สุด”
เดิมพันของไทยในยุค AI
Data Center อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราไม่เห็นเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่เบื้องหลังการใช้ชีวิตดิจิทัล แต่ในความจริง ทุกครั้งที่เราดูหนังออนไลน์ โอนเงินผ่าน Mobile Banking ซื้อของออนไลน์ ใช้ Cloud หรือถาม AI ล้วนต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
และเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนทั้งธุรกิจ การผลิต การเงิน การแพทย์ การเกษตร และบริการต่าง ๆ ความต้องการด้านการประมวลผลข้อมูลก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศไทย เงินลงทุน Data Center 750,000 ล้านบาทจาก 42 โครงการ จึงเป็นมากกว่าเม็ดเงินลงทุน แต่คือโอกาสที่จะสร้างงานทักษะสูง สร้าง Supply Chain ใหม่ ดึงเทคโนโลยีเข้าประเทศ ยกระดับ SMEs และเพิ่ม Productivity ให้กับเศรษฐกิจไทย
แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ไทยต้องไม่เป็นเพียง “สถานที่ตั้งของ Data Center” ต้องทำให้เกิด คนไทยที่มีทักษะ ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ใน Supply Chain และธุรกิจไทยที่ใช้ AI สร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะสุดท้ายแล้ว Data Center ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่
และนี่คือเดิมพันของประเทศไทยในโลกที่กำลังหมุนด้วย AI ว่าเราจะใช้โอกาสนี้สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้แค่ไหน ก่อนที่ประเทศอื่นจะวิ่งแซงหน้าไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
