รีเซต

ยุค "น้ำมันแพง" กลับมาอีกครั้ง? พร้อมไล่บี้ค่าครองชีพไทย ถามตัวเอง เราพร้อมหรือยัง?

ยุค "น้ำมันแพง" กลับมาอีกครั้ง? พร้อมไล่บี้ค่าครองชีพไทย ถามตัวเอง เราพร้อมหรือยัง?
TNN ช่อง16
24 มีนาคม 2569 ( 08:00 )
18

น้ำมันขาขึ้น เศรษฐกิจขาลง? GDP เสี่ยงหาย ผลกระทบเป็นลูกโซ่


ราคาน้ำมันในไทยเริ่มขยับสูงแล้ว หลังจากนี้ต้องจับตารอดูกัน รับมือกันให้ดี ถ้าหากน้ำมันยังอยู่ในขาขึ้น รัฐบาลไทยจะเอาอยู่หรือไม่ จะควบคุมไหวหรือเปล่า  


มีตัวเลขออกมาแล้วว่าถ้าหากเราการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทุกๆ 1 บาท จะทำให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.02%  นี่คือ การประเมินจากทาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์  


ตัวเลขนี้หลายคนอาจจะฟังแล้วคิดว่าดูเล็กน้อย แต่ถ้าหากมองไปไกลๆยาว ถ้าเกิดมีการปรับราคาดีเซลขึ้นต่อเนื่อง เช่น 5 บาท ก็หมายความว่า  GDP หายไปทันที 0.1% และจีดีพีที่ว่านี้แค่ตัวเลขที่กระแทกมาจากน้ำมัน เรายังไม่ได้นับรวมผลกระทบอย่างอื่นๆ และผลกระทบทางอ้อมอีกมากมาย ที่กำลังจะถาโถมเข้ามาสู่ประเทศไทย จากความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจจะต้องชะลอตัวลง


ลองมองให้เห็นภาพง่ายๆ เพราะน้ำมันดีเซลไม่ใช่แค่น้ำมันเติมรถ แต่มันคือ “ต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ” เพราะประเทศไทยขนส่งสินค้าผ่านถนนเป็นหลัก รถบรรทุกต้องใช้ดีเซลเป็นหัวใจ ดังนั้นเมื่อดีเซลแพงขึ้น ต้นทุนขนส่งก็เพิ่มทันที 


นอกจากนี้ผลกระทบครั้งนี้ยังเสี่ยงจะลุกลามบานปลายไปต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันในการเพาะปลูก โรงงานที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงภาคขนส่ง โดยสภาพัฒน์ระบุว่า ภาคขนส่งจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลมากถึง 18,000 ล้านลิตรต่อปี ขณะที่ภาคเกษตรใช้อีกกว่า 1,800 ล้านลิตร และภาคอุตสาหกรรมอีกประมาณกว่า 1,600 ล้านลิตร


ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ราคาน้ำมันโลก” สูงขึ้น หรือแพงขึ้นครั้งใหญ่ เป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก และเป็นมรสุมของเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อปากท้องของทุกคน  เพราะสุดท้ายอาจจะไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่ข้าวแกงที่เรากินทุกวันก็อาจจะขึ้นราคาตามๆกันไปได้


น้ำมันแพงขึ้น ข้าวของแพงขึ้น เงินเฟ้อก็จะพุ่งตาม แต่ที่น่ากลัวคือ เศรษฐกิจไม่ได้โตตามไปด้วย อาจกลายเป็นภาวะเสี่ยงที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งสภาพัฒน์ได้ประเมินเอาไว้ ถ้าหากสงครามยืดเนื้อไปถึงสามเดือน เราหนีไม่พ้นวิกฤตนี้แน่ๆ 


Stagflation ใกล้แค่เอื้อม? น้ำมันแพงแต่เศรษฐกิจไม่โต


สภาพัฒน์ประเมินสถานการณ์ไว้เป็น 3 ระดับ 


1. สถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1 เดือน ผลกระทบจะยังจำกัด ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจอยู่ไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นราว 1% เศรษฐกิจโลกแค่ชะลอเล็กน้อย แต่ถึงจะจบเร็ว ราคาน้ำมันก็อาจไม่ลงทันที เพราะหลายประเทศต้องกลับไปเติมสต๊อกน้ำมัน ทำให้ซัพพลายโลกตึงตัวต่อเนื่อง


2. ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน โดยเฉพาะถ้ากระทบเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันหลักของโลก ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นไปแตะ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation


สถานการณ์แบบนี้อันตรายมาก เพราะของแพงขึ้น แต่เศรษฐกิจไม่โต คนเริ่มใช้จ่ายน้อยลง ธุรกิจเริ่มชะลอการลงทุน และสุดท้ายก็อาจลากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้


3. กรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดสงครามขนาดใหญ่ ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยอาจเกิน 3% ซึ่งจะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แม้โอกาสเกิดจะไม่สูง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกวันนี้มีความไม่แน่นอนมากขึ้น


รัฐบาลไทยยืนยันว่าเตรียมพร้อมเต็มที่ ตั้งแต่การดูแลน้ำมันไปถึงราคาสินค้า หรือค่าครองชีพ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ที่วันนี้ย้ำว่าสินค้ายังไม่ขึ้นราคา และมี 8 หมวดที่ดูแลใกล้ชิด คุมเข้มห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด  ซึ่งรวมไปถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง 


รัฐบาลจะเอาอยู่ไหม? น้ำมันขึ้น-ของแพงกำลังมาเป็นลูกโซ่


มาตรการรัฐบาลไทยในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ 


สำหรับราคาน้ำมัน ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้พยายามอุ้มราคาน้ำมันอย่างเต็มที่ ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เมื่อกองทุนน้ำมันติดลบหนักพุ่งไปกว่าหมื่นล้านบาท เรียกว่าแบกไม่ไหว ก็ต้องเริ่มใช้แผนการอื่น หรือมาตรการอื่นเข้ามาเสริมแทน เพราะสุดท้ายภาระเงินกองทุนฯ ที่เป็นหนี้จะกลับไปเป็นหนี้สาธารณะ และจะกระทบฐานะทางการคลัง


ดังนั้นจึงต้องเริ่มมีการปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับขยับราคาขึ้นมา แต่รัฐบาลไทยก็ยังคงย้ำชัดเจนว่าน้ำมันยังไม่ขาดแคลน ล่าสุดสามารถหาเพิ่มเติมได้อีก ยังมีเพียงพอสำหรับการบริโภคมากกว่า 100 วัน  


โดยรัฐบาลย้ำว่าจะยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินระดับ 33 บาทต่อลิตร และไม่ได้ขึ้นทีเดียว แต่จะค่อยๆ ทยอยขึ้นครั้งละประมาณ 50 สตางค์ เพื่อป้องกันแรงกระแทกต่อพี่น้องประชาชน


โดยล่าสุด ณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ย้ำว่า ที่ผ่านมามีการอุ้มราคาน้ำมันเอาไว้ ทำให้ระยะสั้นต้นทุนการขนส่งและการผลิตในไทยยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ดังนั้นให้ ณ วันนี้จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแต่อย่างใด



กระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่ามีมาตรการดูแลเกาะติดราคาสินค้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสินค้าควบคุม 8 หมวดที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต และสินค้าที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปรับราคาด้วย


สินค้าควบคุม 8 หมวดที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบไปด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอยื่นปรับราคา


นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสินค้าที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปรับราคา เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน และกลุ่มที่ต้องติดตามใกล้ชิด เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส


ส่วนกรณีความกังวลเรื่องปุ๋ยขาดแคลน นางศุภจี ยืนยันว่าไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และหากการขนส่งที่ติดขัดสามารถนำเข้ามาได้ จะมีสต๊อกยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคม 


พร้อมกันนี้ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทน เช่น มาเลเซียและบรูไน หากราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเตรียมฟื้นโครงการธงเขียวเพื่อช่วยอุดหนุนราคาปุ๋ยให้เกษตรกรกระสอบละ 200 บาท หรือสูงสุด 1,000 บาท และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า 


นอกจากนี้ กรณีความกังวลเรื่องการขาดแคลนเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ล่าสุดได้เจรจากับผู้ผลิตจนมั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอผลิตต่อได้อีกอย่างน้อย 4 เดือน


น้ำมันแพง ข้าวแกงขึ้น? รัฐบาลไทยจะแบกรับอย่างไร จะหาทางออกเพื่อเราทุกคนได้หรือไม่ ท่ามกลางการรณรงค์ประหยัดพลังงาน และในขณะเดียวก็ต้องระวังผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง