ทำไมต้อง "คีรีวง"? ส่องความสำเร็จหมู่บ้านกลางหุบเขา จากขุนน้ำที่ถูกลืม สู่หัวใจหลักเศรษฐกิจเมืองคอน

บ้านคีรีวง จากหมู่บ้านขุนน้ำสู่สุดยอดชุมชนต้นแบบด้านท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจของไทย
ท่ามกลางหุบเขาหลวงที่ปกคลุมด้วยป่าเขียวชอุ่มตลอดปี มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่เงียบๆ แต่กลับก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายสำคัญในแผนที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช นั่นคือ “บ้านคีรีวง” ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา ชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ 2568 ของกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งใช้ทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
พิธีเปิดชุมชนต้นแบบจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม บริเวณสะพานคีรีวงเหนือคลองท่าดี มีทั้งผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และคนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงงานพิธีในระดับพื้นที่ แต่เป็นสัญญาณว่าบ้านคีรีวงกำลังถูกผลักขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัด ซึ่งมีฐานรายได้รวมจากการท่องเที่ยวมากกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี และยังขยายตัวต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีหลัง
นอกจากบ้านคีรีวงแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมยังคัดเลือกอีก 9 ชุมชนทั่วประเทศให้เป็น 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ได้แก่ ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ชุมชนหัวตลาด จังหวัดปัตตานี ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทลื้อเมืองมาง จังหวัดพะเยา ชุมชนบ้านลำปำ จังหวัดพัทลุง ชุมชนบ้านท่าช้าง จังหวัดเพชรบูรณ์ ชุมชนบ้านแพมบก จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนตำบลต้นตาล จังหวัดสุพรรณบุรี ชุมชนบ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย และชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี รายชื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการคัดเลือกครอบคลุมชุมชนจากหลายภูมิภาค และให้ความสำคัญกับทั้งอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความพร้อมของคนในพื้นที่ และศักยภาพในการต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก
จาก “บ้านขุนน้ำ” สู่ “คีรีวง” ประวัติที่ผูกกับภูมิประเทศและภัยพิบัติ
เดิมทีชุมชนแห่งนี้มีชื่อว่า “บ้านขุนน้ำ” ตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำจากเขาหลวงบนเทือกเขานครศรีธรรมราช ซึ่งมีลำคลองธรรมชาติไหลมารวมกันเป็นคลองสายหลัก ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนชื่อเป็น “คีรีวง” โดยคำว่า “คีรี” หมายถึงภูเขา ส่วน “วง” สื่อถึงการถูกโอบล้อม ทำให้ชื่อใหม่มีความหมายตรงกับสภาพพื้นที่อย่างชัดเจน คือหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของภูเขา
ชุมชนคีรีวงในปัจจุบันประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน มีประชากรราว 4,000 คน โครงสร้างสังคมยังเป็นแบบเครือญาติ ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันทั้งชุมชน ความแน่นแฟ้นในลักษณะนี้กลายเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญมาก เพราะเมื่อการท่องเที่ยวเริ่มเติบโต คนในพื้นที่สามารถกำหนดกติกาและจัดการทรัพยากรของตนเองได้ในระดับหนึ่ง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของคีรีวงเกิดขึ้นในปี 2531 เมื่อพื้นที่ประสบอุทกภัยและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างหนัก เหตุการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนทั้งภูมิทัศน์และความคิดของคนในชุมชน จากเดิมที่อยู่กับธรรมชาติแบบเคยชิน กลายเป็นต้องทบทวนวิธีอยู่ร่วมกับป่า น้ำ และภูเขาอย่างจริงจังมากขึ้น
หลังน้ำลด ชาวบ้านไม่ได้เลือกแนวทางพัฒนาที่เร่งใช้ทรัพยากรเพื่อผลตอบแทนระยะสั้น แต่หันมาใช้แนวคิดพึ่งตนเองและเศรษฐกิจพอเพียง วางระบบกองทุนชุมชน สร้างกลุ่มอาชีพ และต่อยอดจากฐานความรู้ท้องถิ่น โดยเฉพาะเกษตรกรรมสวนสมรม ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา
อากาศบริสุทธิ์และภูมิประเทศ ทุนทางธรรมชาติที่กลายเป็นจุดขาย
ชื่อเสียงของบ้านคีรีวงในฐานะพื้นที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทยไม่ได้เกิดจากคำบอกเล่าทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อมูลรองรับจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศที่เคยพบว่ามีสิ่งแปลกปลอมในอากาศต่ำมากเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานทั่วไปของประเทศ ระดับฝุ่นละอองแขวนลอยอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้บ้านคีรีวงถูกจดจำในฐานะพื้นที่พักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง
ปัจจัยสำคัญมาจากที่ตั้งของหมู่บ้านซึ่งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหลวง ป่าต้นน้ำยังมีความอุดมสมบูรณ์ และระบบนิเวศโดยรอบยังทำงานได้ดี เขาหลวงซึ่งสูงราว 1,835 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นยอดเขาสูงที่สุดของภาคใต้ และทำหน้าที่เป็นทั้งต้นน้ำและแนวป้องกันทางธรรมชาติให้กับพื้นที่ด้านล่าง
เมื่อทรัพยากรธรรมชาติยังสมบูรณ์ กิจกรรมท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในชุมชนจึงมีความหลากหลาย ทั้งการเล่นน้ำในคลองท่าดี การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การแวะเที่ยวจุดน้ำตกสำคัญในพื้นที่ รวมถึงการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายริมลำธาร สิ่งเหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางมาเพื่อดูสถานที่อย่างเดียว แต่เดินทางมาเพื่อสัมผัสจังหวะชีวิตที่ต่างออกไปจากเมืองใหญ่
“สวนสมรม” ระบบเกษตรที่กลายเป็นแบรนด์ของชุมชน
ถ้าจะมองหาแกนกลางของเศรษฐกิจฐานรากในคีรีวง คำตอบสำคัญอยู่ที่ “สวนสมรม” ระบบเกษตรผสมผสานดั้งเดิมของภาคใต้ที่ปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ทำลายสมดุลเดิมของระบบนิเวศ วิธีคิดแบบนี้ทำให้พื้นที่เกษตรไม่พึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาด
สวนสมรมของคีรีวงมีการจัดวางพืชหลายระดับชั้น ตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ผล ไปจนถึงพืชผักและสมุนไพรในระดับล่าง ส่งผลให้มีผลผลิตหมุนเวียนตลอดปี ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลางสาด สะตอ และพืชพื้นถิ่นอีกหลายชนิด โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากหลายทาง และทำให้สวนกลายเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหาร แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในผลผลิตเด่นคือ “มังคุดเขาคีรีวง” ที่มีชื่อเสียงในเรื่องขนาดผล เนื้อแน่น และรสชาติ ปัจจุบันมีการผลักดันขึ้นทะเบียน GI เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและสร้างความได้เปรียบทางตลาด ในบางช่วงราคาจำหน่ายสามารถขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 400–500 บาท ทำให้มังคุดไม่ใช่แค่ผลไม้ประจำถิ่น แต่กลายเป็นสินค้าที่บ่งบอกมูลค่าทางเศรษฐกิจของภูมิปัญญาชุมชนได้อย่างชัดเจน
สวนสมรมในคีรีวงจึงมีบทบาทมากกว่าพื้นที่เพาะปลูก เพราะมันทำหน้าที่เป็นฐานเรื่องเล่าของชุมชน เชื่อมโยงชาวสวน นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางมาที่นี่เพื่อดูสวน เรียนรู้วิธีปลูกพืชหลายชั้น และชิมผลไม้จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งกลายเป็นรายได้เสริมที่สำคัญของหลายครัวเรือน
กลุ่มอาชีพและงานหัตถกรรม จากวัตถุดิบธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่า
หลังผ่านวิกฤตภัยธรรมชาติ ชาวคีรีวงไม่ได้ฟื้นตัวด้วยการกลับไปทำเกษตรแบบเดิมเท่านั้น แต่ยังพัฒนาไปสู่การสร้างกลุ่มอาชีพที่ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ปัจจุบันในชุมชนมีทั้งกลุ่มผ้าบาติก กลุ่มผ้าลายเทียนสีธรรมชาติ กลุ่มผ้าใบไม้สีธรรมชาติหรือ Eco Print กลุ่มงานประดิษฐ์จากเมล็ดพืช กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากมังคุด และกลุ่มแปรรูปผลไม้จากสวนสมรม
จุดร่วมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ที่การนำสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่มาเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ เปลือกไม้ เมล็ดพืช เปลือกมังคุด หรือผลไม้ท้องถิ่น กระบวนการผลิตไม่ได้แยกขาดจากฐานทรัพยากรเดิม แต่เชื่อมโยงกลับไปยังป่า สวน และวิถีชีวิตของคนในชุมชนตลอดเวลา
อีกองค์ประกอบที่สำคัญคือการออกแบบกิจกรรมเวิร์กช็อปให้นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การทำผ้า Eco Print การมัดย้อม การทำสบู่เปลือกมังคุด หรือการประดิษฐ์เครื่องประดับจากวัสดุธรรมชาติ รูปแบบนี้ทำให้มูลค่าของการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าปลายทางอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์เรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวพร้อมจ่ายเพิ่ม และช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อทริปให้กับคนในพื้นที่
ที่พักและโครงสร้างรองรับนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจท่องเที่ยวที่กระจายสู่ครัวเรือน
เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น บ้านคีรีวงจึงค่อยๆ พัฒนาโครงสร้างรองรับ แต่ยังรักษาหลักสำคัญไว้คือให้คนในพื้นที่เป็นเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีรีสอร์ตประมาณ 20 แห่ง โฮมสเตย์ราว 100 หลัง และมีลานกางเต็นท์ริมน้ำในหลายจุด ผู้ประกอบการกว่า 98% เป็นคนในชุมชน ทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากกว่าการไหลออกไปสู่ผู้ประกอบการภายนอก
รูปแบบดังกล่าวมีความหมายมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่นักท่องเที่ยวเข้าพัก กินอาหาร ซื้อของฝาก หรือร่วมกิจกรรม เม็ดเงินจะกระจายไปถึงหลายครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านพัก แม่ครัว คนขับรถท้องถิ่น วิทยากรเวิร์กช็อป หรือผู้ผลิตสินค้าชุมชน ทำให้การท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
นอกจากการพักผ่อน บ้านคีรีวงยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชนอื่นๆ เข้ามาศึกษาดูงานเฉลี่ยวันละ 4–6 คันรถ การเข้ามาเยี่ยมชมเหล่านี้สร้างรายได้อีกชั้นหนึ่งจากบริการต้อนรับ อาหาร และกิจกรรมเรียนรู้ พร้อมกันนั้นก็ช่วยยกระดับบทบาทของคีรีวงให้เป็นศูนย์เรียนรู้การจัดการชุมชนของภาคใต้
ตัวเลขนักท่องเที่ยว เมื่อหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในสมการรายได้ระดับจังหวัด
หากมองภาพในระดับจังหวัด นครศรีธรรมราชกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ ข้อมูลปี 2566 ระบุว่าจังหวัดมีผู้เยี่ยมเยือนประมาณ 4.02 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 13,295 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มีผู้เยี่ยมเยือนราว 3.83 ล้านคน รายได้รวมประมาณ 13,200 ล้านบาท และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 69 เปอร์เซ็นต์
เมื่อพิจารณาเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทย ปี 2568 จังหวัดนครศรีธรรมราชมีนักท่องเที่ยวชาวไทยราว 4.47 ล้านคน อยู่ในอันดับ 2 ของภาคใต้ รองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนช่วงมกราคมถึงเมษายน 2568 ซึ่งปกติถือเป็นช่วงไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของภาคใต้ จังหวัดกลับมีตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวไทยสูงสุดในภูมิภาคที่ประมาณ 1.52 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยราว 5,547 ล้านบาท
ภายในภาพใหญ่ระดับจังหวัดนี้ บ้านคีรีวงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งดึงดูดการเดินทาง โดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละประมาณ 400–500 คน และในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ตัวเลขสามารถขยับขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อนำจำนวนผู้มาเยือนคูณกับค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งค่าที่พัก อาหาร กิจกรรม เวิร์กช็อป และของฝาก จะเห็นได้ชัดว่าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มีน้ำหนักต่อระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวของนครศรีธรรมราชไม่น้อย
หากคำนวณอย่างคร่าวๆ เฉพาะวันที่มีนักท่องเที่ยว 400–500 คนต่อวัน บ้านคีรีวงก็สามารถสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ และเมื่อเข้าสู่วันหยุดหรือฤดูกาลท่องเที่ยว รายได้ในพื้นที่จะขยายตัวตามไปด้วยทันที นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคีรีวงจึงไม่ได้ถูกมองแค่เป็นหมู่บ้านสวยงาม แต่เป็นหน่วยเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อรายได้ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
โครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยหนุน ทำไมการเติบโตของคีรีวงยังมีแรงส่ง
การเติบโตของการท่องเที่ยวชุมชนจะเดินหน้าได้ต่อเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดนครศรีธรรมราชเร่งลงทุนในด้านนี้อย่างชัดเจน สนามบินนครศรีธรรมราชได้รับงบพัฒนาประมาณ 1,460 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ถึง 4 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันยังมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–นครศรีธรรมราชหลายสายการบินรวมกันมากกว่า 300 เที่ยวต่อเดือน
เมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนทริประยะสั้น 2–3 วันได้ง่ายกว่าเดิม และทำให้บ้านคีรีวงเข้าถึงตลาดคนเมืองได้กว้างขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และกลุ่มศึกษาดูงาน การเชื่อมต่อในระดับจังหวัดจึงกลายเป็นแรงหนุนโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวของชุมชน
ยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ก็ยิ่งเห็นว่าบ้านคีรีวงไม่ได้เติบโตแบบโดดเดี่ยว แต่กำลังขยายตัวไปพร้อมกับโครงสร้างการท่องเที่ยวของนครศรีธรรมราชทั้งระบบ
การยอมรับในระดับประเทศ จากรางวัลท่องเที่ยวสู่ชุมชนต้นแบบ
บ้านคีรีวงไม่ได้เพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วงไม่กี่ปีนี้ หากย้อนกลับไปในปี 2541 ชุมชนแห่งนี้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือ Thailand Tourism Awards ประเภทเมืองและชุมชน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นับเป็นจุดเริ่มของการได้รับการยอมรับในวงกว้าง
การได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ทำให้บ้านคีรีวงถูกดึงกลับเข้าสู่นโยบายระดับชาติอีกครั้งในช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวไทยกำลังให้ความสำคัญกับชุมชนมากขึ้น รางวัลในลักษณะนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะด้านภาพลักษณ์ แต่ยังเป็นประตูสู่การประชาสัมพันธ์ การเชื่อมตลาด และการสร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้าและบริการในพื้นที่
เมื่อชื่อของชุมชนถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางของรัฐ สื่อมวลชน แพลตฟอร์มท่องเที่ยว และการบอกต่อในโลกออนไลน์ ต้นทุนการตลาดของชุมชนก็ลดลง ขณะที่โอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สมการการเติบโตกับความยั่งยืน ความท้าทายที่คีรีวงต้องเจอ
แม้การเติบโตของบ้านคีรีวงจะสร้างรายได้จำนวนมากให้กับพื้นที่ แต่ความสำเร็จก็มาพร้อมกับโจทย์ใหม่ ทั้งปัญหาการจราจรในวันหยุด ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ต้องรองรับผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ องค์การบริหารส่วนตำบลกำโลนและชุมชนได้กำหนดมาตรการหลายด้าน เช่น จำกัดจำนวนรถบัสนำเที่ยวต่อวัน วางผังจุดจอดรถ รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับ และจัดระเบียบพื้นที่ใช้งานให้ชัดเจน ทั้งเขตเล่นน้ำ เขตถ่ายภาพ และพื้นที่ที่ควรสงวนไว้สำหรับชุมชน
ในระยะยาว คีรีวงยังต้องเฝ้าระวังแรงกดดันจากการเติบโตของราคาที่ดินและการเข้ามาของทุนภายนอก เพราะหากรายได้จากการท่องเที่ยวทำให้ที่ดินเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนนอกมากขึ้น ความเข้มแข็งของชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรอาจค่อยๆ ลดลง
อีกด้านหนึ่ง การผลักดันสินค้าชุมชนอย่างมังคุด GI และผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติให้มีตลาดที่มั่นคง จะช่วยให้เศรษฐกิจของคีรีวงไม่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว และมีความทนทานมากขึ้นในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวผันผวนจากวิกฤตต่างๆ
บ้านคีรีวงในฐานะโมเดล จากเรื่องเล่าท้องถิ่นสู่บทเรียนเศรษฐกิจชุมชน
เมื่อมองให้ครบทุกด้าน บ้านคีรีวงคือกรณีศึกษาสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวบนฐานวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น ลำดับการเติบโตของที่นี่ไม่ได้เริ่มจากการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาก่อน แต่เริ่มจากการสร้างความแข็งแรงภายใน ทั้งสวนสมรม กลุ่มอาชีพ กองทุนชุมชน และกติกาการอยู่ร่วมกัน ก่อนค่อยเปิดพื้นที่รับคนภายนอกอย่างมีแบบแผน
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือชุมชนเล็กๆ ที่สามารถพลิกวิกฤตภัยธรรมชาติให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของรายได้ใหม่ ใช้ภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นทุน สร้างทั้งสินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์
ยิ่งเมื่อประกอบกับตัวเลขการท่องเที่ยวของนครศรีธรรมราชที่อยู่ในระดับหลายล้านคนต่อปี มีรายได้รวมมากกว่าหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง บ้านคีรีวงก็ยิ่งมีสถานะชัดเจนในฐานะชุมชนต้นแบบที่ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะเรื่องความสวยงาม แต่มีบทบาททางเศรษฐกิจจริงในระดับจังหวัด และมีโอกาสยืนระยะได้ในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
