เช็กที่นี่! เปิดโผ 7 สินค้าใหม่ ถูกคุมเข้มควบคุมราคา "ศุภจี" อัดมาตรการ ดูแลวิกฤตน้ำมัน หวั่นกระทบ "ค่าครองชีพ"

"พาณิชย์" คุมเข้ม เพิ่ม 7 สินค้าควบคุมใหม่ ดันยอดรวมแตะ 66 รายการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับความเข้มข้นในการดูแลราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชน
โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ จากเดิม 59 รายการ เป็น 66 รายการ ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน และมีความจำเป็นต้องกำกับดูแลในภาวะวิกฤต โดยเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
สำหรับสินค้า 7 รายการ ได้แก่
เม็ดพลาสติก
มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์
ปลากะพงขาว
น้ำดื่มบรรจุขวด
น้ำปลา
ซีอิ๊ว
และกากถั่วเหลือง
ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้ปรับระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้า โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ซึ่งระดับสูงสุดคือ “ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา” ปัจจุบันมี 8 รายการ เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผง นมเหลว และน้ำมันปาล์ม และมีการขยายรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตเพิ่มขึ้น เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ เพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น น้ำตาลทราย ยังคงอยู่ในกลุ่มที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนปรับราคา ขณะที่บางรายการได้ยกระดับจาก “แจ้ง” เป็น “ต้องขออนุญาต” เพื่อให้การควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
"พาณิชย์" อัดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ
ในด้านมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ รัฐบาลได้เห็นชอบ 7 มาตรการ โดยกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การควบคุมราคาสินค้า และการช่วยเหลือภาคเกษตรและผู้ประกอบการ โดยมีการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก-ค้าส่ง นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดราคาสินค้าอุปโภคสูงสุด 50% และสินค้าบริโภคสูงสุด 25% ผ่านสินค้าเฮาส์แบรนด์ กระจายสู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงร้านโชห่วย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้
"สต็อกปุ๋ย" มีเพียงพอถึงเดือนเมษายน เร่งหาแหล่งนำเข้าเพิ่ม
ในภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า ปัจจุบันมีสต๊อกเพียงพอถึงเดือนเมษายน และอยู่ระหว่างหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ที่ตั้งเป้าลดต้นทุนเกษตรกรกว่า 10 ล้านกระสอบ
ด้านการกำกับดูแล กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ลงตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด ล่าสุดตรวจสถานีบริการน้ำมันแล้ว 1,935 แห่ง ร้านค้าและตลาด 645 แห่ง และร้านปุ๋ย 662 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเน้นตรวจปริมาณสินค้า การแสดงราคา และป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา รวมถึงเปิดสายด่วน 1569 รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
ขณะเดียวกัน ยังมีการดูแลสต๊อกสินค้าไม่ให้มีการกักตุนหรือขาดแคลน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบการเอาเปรียบผู้บริโภค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7% การปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต้นทุนพลังงาน อาหาร และการขนส่ง โดยกระทรวงได้เตรียมฉากทัศน์รองรับในช่วงราคาน้ำมัน 80-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงกรณีที่ราคาสูงกว่านั้น เพื่อให้สามารถออกมาตรการได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะใช้ทุกกลไกในการดูแลราคาสินค้าและบริการให้เกิดความสมดุล ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ต้นทุนสูงในช่วงนี้ไปได้