รีเซต

เปิดงบกลุ่มแบงก์ Q1/69 กำไรแตะ 6.87 หมื่นล้าน KKP-LHFG-CREDIT โตแรง

เปิดงบกลุ่มแบงก์ Q1/69 กำไรแตะ 6.87 หมื่นล้าน KKP-LHFG-CREDIT โตแรง
TNN ช่อง16
23 เมษายน 2569 ( 16:08 )
3

TNN Wealth รวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาดหุ้นไทยที่ได้ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ครบทั้งหมดแล้ว โดยพบว่าแบงก์ 11 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมกันราว  6.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยบวกของรายได้ค่าธรรมเนียม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เเละการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนภาพรวมของกลุ่มธนาคารที่ยังเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เเละมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

  

โดยธนาคารที่มีกำไรสุทธิเติบโตสูงสุดในกลุ่ม 3 อันดับเเรก ได้แก่ ธนาคารเกียรติ นาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG, ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT 


ธนาคารที่มีกำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้เเก่


1.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,955.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้ม 84.20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 1,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เเรงขับเคลื่อนมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้การดำเนินงาน ในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนความสามารถในการกระจายรายได้และคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง


ทั้งนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของ KKP ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 23.80% จากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของ Dime! รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน และรายได้ค่านายหน้าขายประกัน อีกทั้งยังมีกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด และมีรายได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น


2.บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG  

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 842.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้ม 47.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการฟื้นตัวของรายได้และประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 1,770.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.90% จากไตรมาส 1/2568 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยรวมจะอยู่ที่ 3,317.1 ล้านบาท ลดลง 4.00% แต่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยก็ลดลง 4.50% เหลือ 1,546.3 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย หรือ NIM ปรับตัวดีขึ้น


ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิของ LHFG อยู่ที่ 684.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.20% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 95.50% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากกำไรจากเงินลงทุน รายได้เงินปันผล และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมลค่าด้วยมลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน 


3.ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,164.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.97% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 903.04 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก มาจากรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารในไตรมาส 1/2569 จำนวน 4,538.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.80% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4,500.7 ล้านบาท 


สาเหตุหลักมาจากปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวมที่เพิ่มขึ้น 3.8% จากสิ้นปี 2568 โดยเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.94 บาท สะท้อนประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนของธนาคาร อย่างไรก็ดี รายได้ดอกเบี้ยดังกล่าวมีอัตราการเติบโตชะลอลงเมื่อเทียบกับการขยายตัวของสินเชื่อโดยรวม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในปี 2569 


4.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากปัจจัยจากเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และการขยายตัวอย่างของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 


การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อภายหลังการรวมงบการเงินของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR พร้อมทั้งการบริหารต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ได้รับผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง


ในส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 18.4% หรือ 2,179 ล้านบาท จากไตรมาสแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานทั้งในส่วนของธนาคารและ TIDLOR รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืนจากโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุน

5.ธนาคาร ซึไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 908.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.1 ล้านบาท หรือ 8.40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.6% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 21.1% สุทธิกับรายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.1%


แม้รายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.10% ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 5.0 พันล้านบาท คิดเป็น อัตราส่วน NPL ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น 2.10% ลดลงจาก 2.20% ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 จากนโยบายการจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่รัดกุม การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงแนวทางการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อย คุณภาพ และการแก้ปัญหาหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง 


6.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK 

รายงานกำไรไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 14,667.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต 


ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของ KBANK อยู่ที่ 31,957 ล้านบาท ลดลง 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดย NIM อยู่ที่ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด หลังธนาคารปรับ ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของสินเชื่อที่ยังชะลอตัว 


ขณะเดียวกันรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จาก 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2) รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ 3) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น  


7.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 12,437.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 11,713.70 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ


โดยสินเชื่อรวมของ KTB ขยายตัว 2.40% จากสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่าง รอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ขณะที่อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NIM อยู่ที่ 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน ธนาคารมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 13.90% มีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้เงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ


8.บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO 

รายงานกำไรสุทธิ์ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปัจจัยหลักอยู่ที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เติบโตสูงถึง 27.2% จากทุกกลุ่มธุรกิจ ไมว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งเติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น ภาวะที่ตลาดรถยนต์ในประเทศกลับมาเติบโด ประกอบกับมีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้น


รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ฟื้นตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนเติบโตจากการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า


อย่างไรก็ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธินั้นเพิ่มขึ้น 3% เนื่องจากการบริหารตันทุนเงินฝากที่ลดลงในภาวะดอกเบี้ยขาลง ส่วนค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครคิด ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ของยอดสินเชื้อเฉลี่ย ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความเสี่ยงจากลาวะสงครามในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น


9.ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้นขึ้น 1.45% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง และการยกระดับด้านดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ


แม้รายได้หลักยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการชะลอตัวของสินเชื่อ แต่ยังสามารถรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมได้จากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมต้นทุนความเสี่ยง


ทั้งนี้ TTB ได้ปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อ NIM ส่งผลให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ 3.02% ได้รับแรงหนุนจากการบริหารโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืม รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย 



ธนาคารที่มีกำไรปรับตัวลดลง ได้เเก่


10.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่  10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9%  จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 12,617.78 ล้านบาท ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร  ขณะที่รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 


สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 44.7% โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม โดยในไตรมาสนี้ธนาคารพิจารณาตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง 


11.บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB 

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงซึ่งเป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและกำไรจากการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหลัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการตั้งสำรองปรับลดลง


โดยรายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 26,781 ล้านบาท ลดลง 13.70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสทธิหลังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 4 ครั้งในปี 2568 และอีก 1 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่สินเชื่อเติบโต 3.40% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเคหะ


ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นในทุกหมวดหลักนำโดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อและธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ได้แรงหนุนจากกิจกรรมในธุรกิจวาณิชธนกิจและตลาดทุน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง