ย้อนรอย 20 ปีราคาทอง จากหมื่นต้นสู่แตะ 7 หมื่นบาท

ย้อนรอย 20 ปีราคาทอง จากหมื่นต้นสู่แตะ 7 หมื่นบาท
ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับหมื่นต้น ๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 สู่ระดับสูงสุดใกล้ 7 หมื่นบาทต่อบาททองคำในช่วงปี 2568–2569 การเคลื่อนไหวของราคาทองเกิดขึ้นเป็นรอบ ตามจังหวะเศรษฐกิจโลก วิกฤตการเงิน นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
การปรับขึ้นดังกล่าวทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในความสนใจของทั้งนักลงทุนและประชาชนทั่วไปอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทำจุดสูงใหม่ต่อเนื่อง
จากหมื่นต้น สู่สองหมื่นปลาย จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบแรก
ย้อนกลับไปในปี 2549 ราคาทองคำแท่ง 1 บาทในประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 10,000–13,000 บาท ถือเป็นระดับราคาที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะทรัพย์สินออมระยะยาว
ต่อมาในช่วงปี 2550–2554 ราคาทองเริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากโซนหมื่นกลางไปสู่ระดับสองหมื่นปลาย โดยปี 2554 ราคาทองคำไทยทำจุดสูงสุดราว 27,000 บาท เป็นผลจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์และวิกฤตการเงินโลก
ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ราคาทองคำได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในหมู่นักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ถือทองในฐานะทรัพย์สินครอบครัว
ขึ้นแล้วพักยาว แกว่งในกรอบหลายปี
หลังจากทำจุดสูงในปี 2554 ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในกรอบประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อบาททองคำเป็นเวลาหลายปี แม้จะมีการปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจและค่าเงิน แต่ยังไม่สามารถผ่านระดับสูงเดิมได้อย่างชัดเจน
ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผู้ที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงต้องเผชิญกับการถือครองที่ยาวนาน ขณะที่ผู้ที่ทยอยสะสมในช่วงราคาย่อตัว เริ่มมองเห็นต้นทุนเฉลี่ยที่ลดลง
โควิด-19 จุดเร่งรอบใหม่ ราคาทองทะลุ 3 หมื่น
ปี 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางหลายประเทศใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ราคาทองคำไทยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว 30,000 บาทต่อบาททองคำ
แม้หลังจากนั้นเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาทองยังคงเคลื่อนไหวในกรอบสูง โดยในช่วงปี 2564–2567 ราคายังวนอยู่ในโซนสองถึงสามหมื่นบาท แต่มีการทำจุดสูงใหม่เป็นระยะ
ภูมิรัฐศาสตร์เดือด ดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ ดันทองแตะ 7 หมื่น
ในช่วงปี 2568–2569 ราคาทองคำเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน จากโซน 40,000–50,000 บาท ไปแตะระดับสูงสุดราว 67,000–73,000 บาทต่อบาททองคำ
แรงหนุนสำคัญมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ ประกอบกับความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้พักเงินในช่วงความไม่แน่นอน
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในบางช่วงยิ่งทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแรงกว่าราคาทองในตลาดโลก
ปัจจัยหลักขับเคลื่อนราคาทองตลอด 20 ปี
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทองคำระบุว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ระดับเงินเฟ้อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย วิกฤตเศรษฐกิจและความขัดแย้งระหว่างประเทศ การสะสมทองคำของธนาคารกลาง รวมถึงค่าเงินบาทที่มีผลโดยตรงต่อราคาทองในประเทศ
ช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและเงินเฟ้อสูง มักเอื้อต่อการถือครองทองคำ ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้ราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นแม้ราคาทองโลกปรับขึ้นไม่มาก
มุมเจ็บ–ได้ ของนักลงทุนรายย่อย
ประสบการณ์ของนักลงทุนทองคำแตกต่างกันอย่างมากตามจังหวะการเข้าซื้อ
ผู้ที่ซื้อทองในช่วงปี 2554 ใกล้ระดับ 27,000 บาท ต้องเผชิญกับการแกว่งตัวต่ำกว่าจุดซื้อเป็นเวลานาน ขณะที่ผู้ที่ทยอยสะสมตั้งแต่โซนหมื่นปลายถึงสองหมื่นต้น และสามารถถือผ่านช่วงผันผวน เมื่อราคาขยับสู่โซน 6–7 หมื่น จะเห็นกำไรสะสมในระดับสูง
ภาพคิวหน้าร้านทองที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อราคาทำจุดสูงใหม่ บ่งชี้พฤติกรรมการเข้าซื้อจากความกังวลพลาดโอกาส ขณะที่การขายออกในช่วงราคาย่อตัวแรงมักเกิดจากความกังวลด้านขาดทุน ส่งผลให้ผลลัพธ์ของนักลงทุนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน
หากซื้อทองเมื่อ 20 ปีก่อน
หากซื้อทองคำ 1 บาท ในปี 2549 ที่ระดับราว 10,000–11,000 บาท และถือยาวมาจนถึงช่วงที่ราคาทองขึ้นไปแตะโซน 7 หมื่น มูลค่าทองจะเพิ่มขึ้นมากกว่าหกเท่า
อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางมีช่วงที่ราคาปรับลงแรง โดยเฉพาะหลังปี 2554 ที่ราคาทองลดลงไปแถว 18,000–20,000 บาท ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างการถือทองแบบออมระยะยาวกับการซื้อขายระยะสั้นตามข่าว
เส้นทางราคาทองคำไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเดินทางผ่านหลายช่วงสำคัญ ตั้งแต่ยุคราคาหมื่นต้น จนถึงช่วงที่ราคาขยับเข้าใกล้ 7 หมื่นบาท การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และพฤติกรรมของผู้ลงทุน
ในช่วงที่ราคาทองอยู่ในระดับสูง การกำหนดบทบาทของทองคำในพอร์ตการเงินของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการออมระยะยาวหรือการซื้อขายตามจังหวะ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์ในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
