MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน เปิดดีลสองคมอำนาจ เฉือนความมั่นคง แลกเศรษฐกิจ

ภายหลังจากการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน โดยมีรายละเอียดทั้งหมด 14 ข้อ ซึ่งในเบื้องต้นเป็นการลงนามออนไลน์ ผู้นำทั้ง 2 ประเททศยังไม่ได้พบปะหารือ หรือเจรจากันอย่างเป็นทางการ
ซึ่งโลกกำลังจับตาดีลนี้อย่างไม่กระพริบตา เพราะล่าสุดเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ หลังจากปากีสถานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดพิธีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันศุกร์ และเปิดการเจรจาระดับเทคนิคระหว่างทั้งสองฝ่าย
ซึ่งหลังจากการที่ต่างฝ่ายต่างลงนาม โดนัลด์ ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านทั้ง 14 ข้อ แม้เจ้าตัวจะพยายามชูว่าข้อตกลงนี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ
แต่เสียงคัดค้านกลับดังขึ้นจากทั้งฝ่ายการเมือง นักวิเคราะห์ และแม้แต่บางส่วนของฐานเสียงตัวเอง ที่มองว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯไม่ได้ดำเนินการที่แข็งกร้าวมากพอต่ออิหร่าน ซึ่งแน่นอนว่าทรัมป์ตอบโต้อย่างดุเดือด ว่าเหล่าคนที่วิจารณ์ เป็นได้แค่คนขี้อิจฉา คนเลว หรือไม่ก็คนโง่เท่านั้น
แต่สิ่งที่ตลาดการเงินโลกส่งสัญญาณกลับแตกต่างกันออกไป โดยทรัมป์อ้างว่าสินทรัพย์ต่าง ๆ สนับสนุนคือหลักฐานในการสนีบสนุนว่าแนวทางของเขาได้ผล หลังราคาน้ำมันลดลง ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น และความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มผ่อนคลาย
ภาพนี้สะท้อนได้จากรายละเอียดของข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายยุติความขัดแย้ง และเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคฮอร์มุซอีกครั้ง กลายเป็นจุดที่ถูกโจมตีมากที่สุด
ถึงแม้ว่าหลังข้อตกลงนี้ ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีการลงนามข้อตกลง เมื่อเทียบกับในช่วงก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งมีเรือมากกว่า 100 ลำ ซึ่งรวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำ เดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละวัน ส่งผลให้เรือขนส่งน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันรวมมากกว่า 12 ล้านบาร์เรล ได้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม
แต่เนื่องจากมีรายงานว่าฝ่ายสหรัฐฯยอมผ่อนแรงกดดันหลายด้าน เช่น การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร การปลดล็อกทรัพย์สินบางส่วน และเปิดทางสู่การลงทุนในอนาคต ขณะที่อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเข้าสู่การเจรจาระยะถัดไป
ฝ่ายวิจารณ์มองว่า ข้อตกลงนี้อาจทำให้สหรัฐฯ เสียแต้มทางยุทธศาสตร์ และมอบผลประโยชน์ให้อิหร่านมากเกินไป โดยมีเสียงคัดค้านจากนักการเมืองรีพับลิกันและผู้สนับสนุนทรัมป์บางส่วนที่มองว่านี่ขัดกับแนวทางแข็งกร้าวต่ออิหร่านที่เคยประกาศไว้
อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนนั้นมองต่างออกไป เพราะสิ่งที่ตลาดสนใจมากที่สุดคือ ความเสี่ยงสงครามลดลง การส่งออกน้ำมันมีโอกาสกลับมาปกติ แรงกดดันเงินเฟ้ออาจลดลง โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะสะดุดลดลง ผลคือราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวก
แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็กำลังประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงความยั่งยืนของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศ หลังจากเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การผ่อนคลายมาตรการทางเศรษฐกิจให้กับอิหร่านนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศหรือไม่
แวนซ์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมเสียเงินแม้แต่เซนต์เดียวให้แก่อิหร่าน และวิธีเดียวที่อิหร่านจะได้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้คืออิหร่านต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปคือกรอบเวลาการเจรจาตาม MOU ที่กำหนดไว้ 60 วัน โดยจะเริ่มต้นในวันพฤหัสบดี และมีกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 17 ส.ค. 69
ซึ่งข้อตกลงในขั้นสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ และกับอิหร่านนั้นจะครอบคลุมถึงการดำเนินงานของช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาว โดยสหรัฐฯมีความต้องการที่จะทำให้ข้อตกลงถาวรนี้จะต้องรับประกันว่าเส้นทางขนส่งพลังงานโลกที่สำคัญยิ่งแห่งนี้ จะไม่ถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการปิดกั้นเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป
ถึงแม้ในภาพรวมระยะแรก อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า นักลงทุนให้น้ำ "ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” มากกว่า “ต้นทุนทางการเมือง” แต่ในระยะยาวแรงเสียดทานของทั้ง 2 ปัจจัยจะกลายเป็นสิ่งที่จะกำหนดทิศทางอำนาจ และการเงินโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
