รีเซต

PTTดัน’ปิโตรเคมีไทย’ ขึ้นแท่นเบอร์1อาเซียน

PTTดัน’ปิโตรเคมีไทย’ ขึ้นแท่นเบอร์1อาเซียน
ทันหุ้น
12 พฤษภาคม 2569 ( 08:30 )

#PTT #PTTGC #SCGC #ทันหุ้น - PTT หนุน PTTGC-SCGC ศึกษาตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์–พอลิโอเลฟินส์ ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันกำลังผลิตล้นตลาดโลก นักวิเคราะห์ประเมินหากดีลสำเร็จ บริษัทใหม่จะขึ้นแท่นเบอร์ 1 อาเซียน อันดับ 3 เอเชีย และติด Top 10 โลก พร้อมสร้าง Synergy ลดลงทุนซ้ำซ้อน เสริมแกร่งซัพพลายเชนไทย มอง PTTGC กำไรไตรมาส 2/2569 ฟื้นต่อเนื่องจากสเปรดปิโตรเคมีสูงขึ้น

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ  PTT  เล็งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี Scale และ Integration ที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในภูมิภาค จึงสนับสนุนการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ  PTTGC  ซึ่งเป็น Flagship ในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปสู่ High Value-Added (HVA) เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และมุ่งสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยในเศรษฐกิจยุคใหม่

@เสริมแกร่ง

การสนับสนุนความร่วมมือในธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อสร้าง Synergy และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Flagship ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พร้อมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการวางทิศทางเพื่อให้บริษัทในเครือสามารถปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ภายใต้เป้าหมายการสร้าง National Champion ปตท. การศึกษาการร่วมทุนครั้งนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาโครงสร้างต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็น "กระดูกสันหลัง" ของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ อาทิ บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ปตท. ยังคงยึดถือวินัยทางการเงินที่เข้มงวด (Financial Discipline) โดยในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Non-binding MoU) ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสภาพกิจการ (Due Diligence) ที่เข้มงวด ทั้งนี้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และมาตรฐาน Antitrust สากล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของระบบเศรษฐกิจไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

@ขึ้นแท่นอันดับ 1

นายจักรพงศ์  เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อปรับตัวรับมือกับความท้าทายของวัฏจักรธุรกิจโอเลฟินส์โลก (Consolidation) โดยหากจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) สำเร็จ บริษัทใหม่จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia หรือ SEA), เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย  และเป็นอันดับ 10 ของโลก  

โดย ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาคาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงไตรมาส 3/2569 จากนั้นต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น, การ Spin-off สินทรัพย์, รวมถึงต้องผ่านข้อกฎหมายด้านการป้องกันการผูกขาด (Anti-Monopoly) เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมดน่าจะเสร็จสิ้นประมาณกลางปี 2570 ซึ่งการควบรวมนี้เน้นเฉพาะสินทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่รวมโครงการที่เวียดนาม (Long Son) ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ SCGC ตามเดิม ดังนั้นแม้บริษัทใหม่จะมีขนาดใหญ่แต่สัดส่วนการถือหุ้นของทั้ง PTT และ SCC ในบริษัทใหม่จะเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้น PTTGC และ SCGC

เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก

@PTTGC กำไร Q2 ดี

เบื้องต้นการสร้าง Synergy จะช่วยให้มีการบริหารจัดการวัตถุดิบ (Feedstock) ที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ (High Value Chain) เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และลดการลงทุนที่ทับซ้อน ช่วยให้การขยายกำลังการผลิตในอนาคตเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เกิดการแข่งกันภายในประเทศจนทำให้สินค้าล้นตลาด (Over-Supply) และเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่จำเป็นต้องมีสัดส่วนการลงทุน (Exposure) ในหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้น

สำหรับ PTTGC คาดกำไรไตรมาส 2/2569 จะปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากการรับรู้ราคาปิโตรเคมีภัณฑ์ และส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นประมาณ 250-350 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ต่อตันเต็มไตรมาส นอกจากนี้ คาดว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษก้อนใหญ่ ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบของผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงคงดำแนะนำ "ซื้อ" โดยอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมาย และสมมติฐานเชิงอนุรักษนิยมต่อราคาและส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ ซึ่งยังมีโอกาสเป็น upside ต่อประมาณการตามบทวิเคราะห์ปัจจุบันที่ 38.30 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง