รีเซต

รู้จัก "โรคละเมอแชท" ติดสมาร์ทโฟนมากเกินไป พิมพ์ข้อความไม่รู้ตัวขณะหลับ

รู้จัก "โรคละเมอแชท" ติดสมาร์ทโฟนมากเกินไป พิมพ์ข้อความไม่รู้ตัวขณะหลับ
TNN ช่อง16
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 12:44 )

เคยไหม? ตื่นเช้ามาเปิดมือถือแล้วต้องตกใจ เมื่อพบข้อความที่ตัวเองพิมพ์ส่งไปหาคนอื่นเมื่อคืน ทั้งที่ไม่รู้ตัวเลย ข้อความนั้นอาจจะอ่านรู้เรื่องบ้าง หรือเป็นภาษาต่างดาวบ้าง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "โรคละเมอแชท" (Sleep Texting) ภัยเงียบยุคดิจิทัลค่ะ


โรคละเมอแชท คืออะไร?

โรคละเมอแชท จัดอยู่ในกลุ่มอาการผิดปกติระหว่างการนอนหลับ (Parasomnia) คล้ายกับการละเมอเดิน หรือละเมอพูด โดยสมองจะกึ่งหลับกึ่งตื่น ร่างกายสามารถทำกิจกรรมที่คุ้นเคย (เช่น การหยิบมือถือมาพิมพ์) ได้โดยที่สติสัมปชัญญะยังไม่กลับมาเต็มที่


 ทำไมเราถึง "ละเมอแชท"?

สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล ดังนี้

1.ความเครียดสะสม: เมื่อสมองแบกรับเรื่องราวตลอดวัน ทำให้ในขณะหลับสมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อและทักษะที่ทำจนชินยังคงทำงานอยู่

2.สุขอนามัยการนอนไม่ดี (Poor Sleep Hygiene): การเล่นมือถือก่อนนอนหรือวางมือถือไว้ข้างตัว ทำให้สมองถูกกระตุ้นด้วยแสงสีฟ้าและการแจ้งเตือนตลอดเวลา

3.ภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism): ความกังวลเรื่องงานทำให้จิตใต้สำนึกพยายามตอบสนองต่อข้อความสั่งงานแม้ในยามหลับ


 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลัง "ละเมอแชท"

-พบข้อความส่งออกในเวลาที่คุณควรจะหลับไปแล้ว

-ข้อความส่วนใหญ่มักพิมพ์ผิด พิมพ์ตก หรืออ่านไม่รู้เรื่อง

-ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการพิมพ์ข้อความนั้นเลยเมื่อตื่นมา

-ตื่นมาแล้วรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน 



 วิธีป้องกัน และแก้ไข

หากคุณเริ่มมีอาการบ่อยครั้ง ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ดังนี้


-ห่างกันสักพัก: วางโทรศัพท์มือถือไว้ห่างจากเต็นอน หรืออยู่นอกระยะที่เอื้อมถึงได้ง่าย

-ปิดการแจ้งเตือน: ใช้โหมด "ห้ามรบกวน" (Do Not Disturb) หรือปิดเสียงเตือนในช่วงเวลาพักผ่อน

-Digital Detox ก่อนนอน: งดเล่นมือถืออย่างน้อย 30-60 นาที เพื่อให้สมองหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินช่วยในการหลับลึก

-จัดการความเครียด: ฝึกทำสมาธิ หรือใช้เทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน เพื่อลดการกระตุ้นของระบบประสาท


แม้โรคละเมอแชทอาจดูเป็นเรื่องตลกในบางครั้ง แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ย่อมส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอน และอาจสร้างความเข้าใจผิดในความสัมพันธ์ได้ การดูแล "สุขภาพใจ" และ "สุขอนามัยการนอน" จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาค่ะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง