รีเซต

โรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี อาจมาจากการเล่นโซเซียลมีเดีย

โรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี อาจมาจากการเล่นโซเซียลมีเดีย
TNN ช่อง16
10 มิถุนายน 2569 ( 17:09 )
11

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ระบุว่า ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเกิดโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มการใช้งานโซเชียลมีเดีย พบว่ากราฟมีลักษณะเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคซึมเศร้า แต่มีข้อมูลจำนวนหนึ่งที่พยายามอธิบายความเชื่อมโยงดังกล่าว 

รู้จัก Social Comparison Theory

ผศ.นพ.สุรัตน์ นำเสนอประเด็นเรื่อง “การเปรียบเทียบทางสังคม” หรือ Social Comparison Theory ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย Leon Festinger เมื่อปี 1954 โดยอธิบายว่า มนุษย์มีแรงขับตามธรรมชาติในการประเมินตนเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะเป็นวิธีที่ช่วยให้รู้ว่า “ตัวเราอยู่ตรงไหนในสังคม” ซึ่งในอดีต การรับรู้สถานะทางสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการอยู่รอด

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันคือ สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ใช้ชีวิตและเปรียบเทียบตัวเองภายในกลุ่มคนขนาดเล็กประมาณ 150 คน ตามแนวคิด Dunbar's Number แต่โซเชียลมีเดียทำให้เราสามารถเปรียบเทียบตัวเองกับผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกได้ตลอดเวลา จนเกินกว่าระดับที่สมองวิวัฒนาการมาเพื่อรองรับ

หนึ่งในคำอธิบายสำคัญคือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Forced Upward Comparison” หรือการถูกบังคับให้เปรียบเทียบกับผู้ที่ดูเหนือกว่าอยู่เสมอ โดยในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดียอาจไม่ใช่ชีวิตจริงทั้งหมด เพราะผู้คนมักเลือกนำเสนอเฉพาะช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือ Highlight Reel ของชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาการจำกัดเวลาใช้งาน Facebook, Instagram และ Snapchat เหลือเพียงวันละ 10 นาทีต่อแพลตฟอร์ม พบว่าสามารถลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและอาการซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้า การลดหรือจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียอาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสนับสนุนการรักษาได้

3 วิธีดูแลจิตใจ

ผศ.นพ.สุรัตน์ แนะนำ วิธีรับมือกับผลกระทบทางอารมณ์จากการใช้งานโซเชียลมีเดีย ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

Downward Comparison หรือการมองลงต่ำบ้าง 

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการดูถูกผู้อื่น แต่เป็นการมองเห็นว่ามีผู้คนอีกจำนวนมากที่กำลังเผชิญความยากลำบากมากกว่าเรา ซึ่งสามารถช่วยสร้างอารมณ์เชิงบวกและลดความกดดันจากการเปรียบเทียบได้

เขียน Gratitude Journal หรือสมุดบันทึกความขอบคุณ 

การเขียนสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในชีวิตอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง สามารถช่วยลดความเครียดจากการเปรียบเทียบได้ โดยกลไกสำคัญคือการเปลี่ยนจุดอ้างอิงจาก “คนอื่น” กลับมาเป็น “ตัวเราเอง”

เปรียบเทียบตัวเองกับอดีตของตัวเอง (Temporal Self-Appraisal) 

การย้อนมองพัฒนาการของตัวเองในอดีต ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ทำให้ลดการยึดติดกับความสำเร็จของผู้อื่น และหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตของตนเองมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง