"นอนหลับ" ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือ "ยารักษาโรคเรื้อรัง" แห่งอนาคตที่คุณต้องรู้

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Anan Jongkaewwattana" โดยระบุว่า
เมื่อ "การนอนหลับ" ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือยารักษาโรคเรื้อรังแห่งอนาคต
ในอดีตเมื่อเราเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด หรือโรคปวดกล้ามเนื้อ อาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับกระสับกระส่ายมักถูกมองว่าเป็นเพียงผลข้างเคียงหรืออาการปลายเหตุของโรคเหล่านั้นเท่านั้น แต่ว่าในปัจจุบัน มุมมองทางการแพทย์กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง นักวิจัยเริ่มตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับและโรคเรื้อรังเป็นแบบสองทิศทาง (bidirectional)
ซึ่งหมายความว่าการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ของความเจ็บป่วย แต่ยังเป็นตัวการสำคัญที่ขับเคลื่อนและทำให้อาการของโรคเรื้อรังเหล่านั้นแย่ลงด้วย การค้นพบนี้ส่งผลให้บริษัทยาทั่วโลกเริ่มหันมาพัฒนาการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่กลไกการนอนหลับโดยตรง เพื่อหวังที่จะพลิกโฉมการรักษา
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการนอนหลับคือสภาวะที่สมองหยุดทำงานและอยู่นิ่งเฉย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อน โดยสมองจะใช้ช่วงเวลานี้ในการกำจัดของเสียระดับโมเลกุลที่สะสมมาตลอดทั้งวัน จัดระเบียบความจำ ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และหลั่งฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกาย เมื่อระบบการนอนหลับถูกรบกวน ร่างกายและสมองจะตกอยู่ในภาวะตื่นตัวมากเกินไป หรือที่เรียกว่า hyperarousal ซึ่งเป็นภาวะที่สมองไม่สามารถสวิตช์ปิดการทำงานได้ ส่งผลให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านและร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคปวดเรื้อรัง ซึ่งการรับรู้ว่าภาวะ hyperarousal เป็นแกนกลางของโรคเหล่านี้กำลังเปลี่ยนความเข้าใจของแพทย์ไปอย่างสิ้นเชิง
ความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการนอนหลับและความเจ็บปวดทางกายได้รับการพิสูจน์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อมีการทดลองปลุกอาสาสมัครที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงหลับลึก ส่งผลให้อาสาสมัครเหล่านั้นมีอาการปวดกล้ามเนื้อและอ่อนเพลีย การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาในการนอน แต่อยู่ที่คุณภาพของการนอนหลับลึก (deep, slow-wave sleep)
ด้วยเหตุนี้ บริษัทยาหลายที่จึงเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการรักษาอาการปวดโดยตรง มาเป็นการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับเพื่อรักษาโรค ตัวอย่างเช่น ยา Tonmya (ซึ่งพัฒนามาจากยา cyclobenzaprine ในรูปแบบอมใต้ลิ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำลายที่ตับ) ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการปวดและปัญหาการนอนหลับในผู้ป่วย และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำไปใช้กับโรคซึมเศร้า รวมถึงภาวะ long COVID และอาการกระวนกระวายในผู้ป่วยอัลไซเมอร์อีกด้วย
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจคือสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า orexin ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการตื่นตัว ความอยากอาหาร และระบบการตอบสนองต่อรางวัลในสมอง การขาดหายไปของเซลล์ประสาทที่สร้าง orexin นำไปสู่โรค narcolepsy ซึ่งทำให้ผู้ป่วยง่วงนอนอย่างรุนแรงในตอนกลางวันและนอนหลับไม่สนิทในตอนกลางคืน ปัจจุบันบริษัทยากำลังพัฒนา ยาในกลุ่ม orexin receptor agonist เช่น E2086 และ oveporexton เพื่อช่วยกระตุ้นตัวรับ orexin และรักษาอาการของโรคนี้ ในทางกลับกัน
สำหรับโรคที่เกิดจากภาวะ hyperarousal หรือสมองตื่นตัวมากเกินไป ยาในกลุ่ม orexin receptor antagonist หรือที่เรียกว่า DORA (dual orexin receptor antagonist) เช่น daridorexant, suvorexant และ lemborexant จึงถูกนำมาใช้เพื่อยับยั้งการทำงานของ orexin ช่วยให้สมองสงบลงและเข้าสู่การนอนหลับได้ง่ายขึ้น ยาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้รักษาโรคนอนไม่หลับเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปทดสอบเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า โรคเครียด และการติดสารเสพติดอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ยา seltorexant ซึ่งเป็นตัวปิดกั้นตัวรับ orexin เฉพาะเจาะจง กำลังแสดงผลลัพธ์ที่ดีในการรักษาโรคซึมเศร้าที่มีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย
นอกเหนือจากการพัฒนายาแล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์การนอนหลับเช่นกัน เช่น แบบจำลอง SleepFM ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งสามารถวิเคราะห์คลื่นสมองจากการนอนหลับเพียงคืนเดียวเพื่อทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากกว่า 100 โรค รวมถึงโรคสมองเสื่อม (dementia) และภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ยังคงท้าทายวงการแพทย์ในปัจจุบันคือ การรักษาอาการนอนไม่หลับด้วยยาเหล่านี้สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลไกทางชีววิทยาพื้นฐานของโรคเรื้อรังได้จริง หรือเป็นเพียงการช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
แม้ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่า "การทำให้นอนหลับดีขึ้นจะช่วยรักษาโรคเรื้อรังได้โดยตรง" จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของการพักผ่อนเพื่อให้ตื่นมามีแรงในวันรุ่งขึ้น แต่เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่สำคัญในการฟื้นฟูและสร้างสภาวะสุขภาพที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ซึ่งการมุ่งเป้าไปที่การรักษาผ่านช่องทางการนอนหลับนี้ อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการรักษาโรคเรื้อรังในอนาคตอันใกล้
สรุป
-การนอนไม่ดีไม่ใช่แค่ผลของโรคเรื้อรัง แต่เป็นตัวการทำให้โรคแย่ลง
-การนอนถูกรบกวนทำให้สมองและร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา
-พัฒนายากลุ่ม DORA และยาเพิ่มคุณภาพการนอนหลับลึก รวมถึงใช้ AI (เช่น SleepFM) วิเคราะห์คลื่นสมองเพื่อทำนายโรคเรื้อรัง
-การนอนหลับที่มีคุณภาพคือกระบวนการรักษา และฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการรักษาโรคเรื้อรังในอนาคต
ข้อมูลจาก ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) https://www.facebook.com/anan.jongkaewwattana/posts/pfbid07nRzTHNUPyZJsW5SdmHndqq7C2yhVLsUeu4Mw5qgCZtdHP99mB9oJJYKYzHGQj6sl
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
