ศึก AI จีน-สหรัฐฯ โลกต้อง “เลือกข้าง” ?

ช่วงนี้บริษัทเทคโนโลยีจีนขึ้นพาดหัวรายงานข่าวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็น CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีนที่นำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ราคาพุ่งจนทำให้มูลค่าตลาด (market cap) ทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน รวมถึง “ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ชั้นนำ ที่มีกำหนดเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการในวันนี้ (19 ส.ค.) หลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และ “แอปเปิล” ยักษ์เทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่จับมือกับ “อาลีบาบา” เพื่อฝึกโมเดล AI รองรับตลาดจีน
กระแสบูมของ AI จากจีนยังสะท้อนผ่านข้อมูลของ Hugging Face Inc. ซึ่งเป็นศูนย์กลาง AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยม ที่ระบุว่า “เควน” (Qwen) โมเดล AI ระบบเปิดของ “อาลีบาบา” มียอดดาวน์โหลดสะสมทั่วโลกมากกว่า 3 พันล้านครั้ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขึ้นแท่นเป็นโมเดล AI อันดับ 1 แซงหน้า “กูเกิล” (Gooble) ในเครือ “อัลฟาเบต” ที่มียอดดาวน์โหลด 418 ล้านครั้ง และ “เมตา แพลตฟอร์มส์” (Meta Platforms) บริษัทแม่ของ “เฟซบุ๊ก” ที่มียอดดาวน์โหลด 227 ล้านครั้ง ทั้งนี้ โมเดล AI ของ “อาลีบาบา” เป็นแบบ open-weight ซึ่งเป็นโมเดลแบบเปิดเผยตัวแปรในการตัดสินใจ แต่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการฝึกทั้งหมด ซึ่งต่างจาก open-source โดย Qwen เปิดให้ผู้ใช้งานนำไปพัฒนาต่อมากกว่า 460 โมเดล และระบบนิเวศดังกล่าวได้สร้างโมเดลต่อยอดออกมามากกว่า 300,000 โมเดล
โมเดล AI แบบเปิดดังกล่าวสามารถดาวน์โหลด ปรับแต่ง และใช้เป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนว่านักพัฒนาทั่วโลกเลือกใช้เทคโนโลยีใดในการสร้างผลิตภัณฑ์ ตัวเลขการดาวน์โหลดและโมเดล AI ที่พัฒนาต่อยอดออกมาจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดอิทธิพลในการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพราะหมายถึงโมเดลนั้นจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนา AI การเติบโตของ Qwen จึงสะท้อนว่า AI แบบเปิดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น และแม้สหรัฐฯ จะพยายามควบคุมการส่งออกชิปและจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี AI แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งคู่แข่งจากจีนได้
เฉพาะใน Hugging Face เพียงแพลตฟอร์มเดียว บรรดานักพัฒนาได้สร้างผลงานที่ต่อยอดจาก Qwen จำนวน 151,448 รายการ (derivative) ซึ่งมากกว่าจำนวนโมเดลที่ต่อยอดมาจาก Meta ถึง 2.6 เท่า และมากกว่าโมเดลที่ต่อยอดมาจาก Google ที่อยู่ที่ราว 82,506 รายการ หมายความว่า Qwen ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นสำหรับนักพัฒนาในการตัดสินใจว่าจะปรับแต่งและใช้งานโมเดลใด หากการใช้งานมีความหลากหลายก็จะสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อกันและกันได้ เนื่องจากนักพัฒนามีการต่อยอดเวอร์ชันใหม่ ๆ และ “อาลีบาบา” ก็สนับสนุนการพัฒนาผ่านการเผยแพร่ Qwen ให้แก่ลูกค้าองค์กรในตลาดต่าง ๆ รวมถึงอาเซียนและแอฟริกา ทำให้บริษัทเข้าถึงตลาดที่คู่แข่งหลายรายยังไม่มี
น่าสังเกตว่า โมเดล AI ของจีนก็ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ สำนักข่าว AP หยิบยกกรณีของ “ราฟฟี คริโคเรียน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ “มอซิลลา ไฟร์ฟอกซ์” (Mozilla Firefox) ผู้ให้บริการเว็บเบราว์เซอร์ Firefox ที่ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเปลี่ยนมาใช้โมเดล Kimi K3 ของ “มูนช็อต” (Moonshot) สตาร์ตอัป AI ของจีน สำหรับการทำงานประจำวันหลายอย่างหลังจากโมเดลนี้เปิดตัวเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม เพราะทำงานได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ “คล็อด เฟเบิล” (Claude Fable) ของค่าย “แอนธรอปิก” (Anthropic) ที่ได้รับความนิยมและมีราคาแพงกว่า นี่เป็นตัวอย่างของชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่นำ AI ของจีนมาใช้งานมากขึ้น เนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทในสหรัฐฯ อาทิ “คอยน์เบส” (Coinbase) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ก็เปลี่ยนมาใช้โมเดล AI ของจีนเพื่อช่วยลดต้นทุน
การเติบโตอย่างรวดเร็วของโมเดล AI จากจีนในปีนี้ตอกย้ำการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างจีนและสหรัฐฯ หลังจาก “ดีปซีค” (DeepSeek) จากจีนเคยสั่นสะเทือนกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และทำให้จีนเป็นที่รู้จักในเวทีโลกด้วยโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากัน แต่มีราคาถูกกว่ามาก นอกจากนี้ โมเดล AI ล่าสุดจากจีน อาทิ Z.ai หรือชื่อเดิม “จื้อผู่” (Zhipu) ที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน และ “มูนช็อต” ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม มีความฉลาดเกือบเท่ากับโมเดลระดับแนวหน้าจาก “โอเพนเอไอ” (OpenAI) ผู้พัฒนา ChatGPT และ Anthropic และ “อาลีบาบา” ก็เปิดตัว Qwen3.8 Max ในเดือนที่แล้ว ซึ่งท้าทายคู่แข่งจากสหรัฐฯ
ข้อมูลจาก “เซนเซอร์ ทาวเวอร์” (Sensor Tower) ระบุว่า Kimi มียอดดาวน์โหลดทั่วโลกมากกว่า 930,000 ครั้ง ในช่วง 1 สัปดาห์หลังจากเปิดตัวรุ่น K3 ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 200 จากสัปดาห์ก่อนหน้า และในสหรัฐฯ มียอดดาวน์โหลดประมาณ 86,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 387 แต่ K3 ได้รับความนิยมอย่างมาก จนค่าย Moonshot ต้องระงับการสมัครสมาชิกใหม่ชั่วคราว เพราะความต้องการที่มากเกินศักยภาพจะรองรับ ซึ่งนี่ถือเป็นข้อจำกัดของ AI จีน
ขณะเดียวกัน กระแสบูม AI จีนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ บางรายเริ่มกังวล เพราะอาจจะดึงดูดความสนใจของบรรดานักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการคว่ำบาตรจีนเพิ่มเติมเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และอาจจำกัดการเข้าถึงโมเดล AI แบบเปิดของจีน แต่บริษัทอเมริกันหลายแห่งก็ยังไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้
กระแสบูมของ AI จีน ยังสะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลจีนที่เน้นโมเดลแบบเปิด เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ภายใต้ระบบนิเวศของจีน ซึ่งนี่ย่อมส่งผลต่อสินค้าและบริการที่ผู้คนทั่วโลกใช้ในยุคที่ AI มีบทบาทสำคัญ หมายความว่า โมเดล AI แบบเปิดกำลังกลายเป็นแนวรบที่มหาอำนาจต้องช่วงชิงชัยชนะ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันไปอีกนานหลายทศวรรษ
การใช้เทคโนโลยีแบบเปิดของจีน ที่จริงแล้วเริ่มต้นมาจากความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน รวมถึง “หัวเว่ย” แต่กลายเป็นการบีบ “หัวเว่ย” ให้พัฒนาโอเพนซอร์สของตัวเองที่เรียกว่า OpenHarmony โดยต่อยอดจากโค้ดแบบโอเพนซอร์สของ “แอนดรอยด์” ที่เคยใช้เป็นระบบปฏิบัติการบนสมาร์ตโฟนก่อนหน้าถูกสหรัฐฯ ห้าม และเป็นแรงหนุนให้จีนพึ่งพาเทคโนโลยีของตัวเองมากขึ้น
“ไฟแนนเชียล ไทม์ส” ตั้งข้อสังเกตว่า จีนอาจสร้าง China Shock หรือปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สินค้าจากจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่ง China Shock ครั้งใหม่นี้จะเป็นเวอร์ชัน 4.0 ที่ไม่ใช่แค่สินค้าแบบจับต้องได้ แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อโลก แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ ได้แก่ China Shock 1.0 ที่เป็นสินค้าราคาถูกทะลักสู่ตลาดโลก หลังจีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ตามด้วย China Shock 2.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาด อาทิ แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ China Shock 3.0 เทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่อี-คอมเมิร์ซจนถึงโมเดล AI
โมเดลเทคโนโลยีแบบเปิดเป็นความจำเป็นต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมากในขณะนี้ เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตแบบเดิม ๆ กำลังเกิดปัญหา อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับความต้องการบริโภคในประเทศยังคงอ่อนแอ ในเมื่อตลาดภายในประเทศเผชิญข้อจำกัด การขยายไปสู่ตลาดระดับโลกด้วยโมเดลเทคโนโลยีต้นทุนต่ำที่แพร่หลายได้อย่างรวดเร็วจะช่วยแก้ปัญหาได้
จีนมีความได้เปรียบในแง่ต้นทุนที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ โดยหากเปรียบเทียบการดำเนินการงานที่เทียบเท่ากันผ่านโมเดล GLM ของ “จื้อผู่” มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 544 ดอลลาร์ ในขณะที่งานแบบเดียวกันบน Claude มีต้นทุนอยู่ที่ 4,811 ดอลลาร์ ซึ่งแตกต่างกันเกือบ 9 เท่า
นอกจากนี้ จีนยังขยับขยายจากการเป็นตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้า สู่การเป็นแหล่งเทคโนโลยีสำคัญของโลก ที่บริษัทขนาดใหญ่ยังไม่อาจปฏิเสธ ข้อมูลจาก “เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช” (Counterpoint Research) ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง BYD, ฉางอัน (Changan) และเฌอรี (Chery) ครองส่วนแบ่งตลาดรถ EV ทั่วโลกเกือบร้อยละ 63 ในปี 2025 ในขณะที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่อย่าง CATL, BYD, CALB และโกชัน (Gotion) ครองส่วนแบ่งเกือบร้อยละ 70 สะท้อนถึงศักยภาพของจีนทั้งด้านต้นทุน ขนาดตลาด ภาคการผลิต การบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน และความเร็วของนวัตกรรม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทระดับโลกยังต้องจับมือกับบริษัทจีน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
