91% ของความกังวลเป็นความกลัวที่เราจิตนาการขึ้นมาเอง

“ความกังวล” อาจไม่ได้มีประโยชน์อย่างที่เราคิด และในหลายครั้ง มันกลับสร้างผลกระทบต่อสุขภาพโดยไม่จำเป็น เหมือนกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า มากกว่า 91 เปอร์เซนต์ของสิ่งที่เรากังวลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ถึงอย่างนั้น แม้จะเป็นเพียงความกลัวที่จินตนาการขึ้นมา สมองของเรากลับตอบสนองต่อมันไม่ต่างจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริง
เนื่องจาก เมื่อเรากังวล สมองจะกระตุ้นระบบสู้หรือหนีแบบเดียวกับเวลาที่เผชิญอันตรายจริง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลออกมา กระบวนการนี้หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากความกังวลเรื้อรัง อาจส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย การนอนหลับ และสุขภาวะทางจิตใจ แม้ต้นเหตุของความเครียดนั้นจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยก็ตาม
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ที่ศึกษาผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล 29 คน โดยพวกเขาถูกขอให้จดบันทึกความกังวลของตัวเองตลอด 1 เดือน พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ผลที่ได้สะท้อนความจริงที่น่าประหลาดใจอย่างมาก เพราะความกังวลถึง 91 เปอร์เซนต์ ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย สำหรับบางคน ไม่มีความกังวลใดเกิดขึ้นจริงแม้แต่เรื่องเดียว และในกรณีที่ความกังวลเกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ก็มักออกมาดีกว่าที่คาดไว้
อีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เมื่อผู้เข้าร่วมได้กลับมาทบทวนความแตกต่างระหว่างสิ่งที่กลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อาการวิตกกังวลของพวกเขาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลกับสุขภาพนั้นเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเราเริ่มมองเห็นความจริง
แต่แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
หลายศตวรรษก่อน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส มิเชล เดอ มงแตญ เคยกล่าวว่า ชีวิตของฉันเต็มไปด้วยความโชคร้ายอันเลวร้าย แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง วันนี้ วิทยาศาสตร์ได้ยืนยันสิ่งที่เขาเคยมองเห็นไว้แล้ว และยังชี้ให้เห็นถึง “ต้นทุน” ของความกังวลที่มากเกินไป
เช่นเดียวกันกับ งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ความกังวลและความเครียดเรื้อรังสามารถสร้างผลกระทบทางชีวภาพได้จริง ตั้งแต่ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงขึ้น ปริมาณสสารสีเทาในสมองที่ลดลงซึ่งส่งผลต่อความจำและการควบคุมอารมณ์ ไปจนถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลง และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวได้ว่าความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในความคิด แต่ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง
ในเชิงประสาทวิทยา ความกังวลเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนเปลือกสมองส่วนหน้า ซึ่งมีหน้าที่วางแผนและตัดสินใจ และอะมิกดะลา ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลความกลัว ในคนที่มีแนวโน้มวิตกกังวล การสื่อสารระหว่างสมองสองส่วนนี้อาจเสียสมดุล ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีภัยคุกคามอยู่ตลอดเวลา แม้ในความเป็นจริงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
