วิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าสถานะ “ฮับ” ?

การที่สหรัฐฯ จับมืออิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่านไม่ได้สร้างความเสียหายแค่คู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ขณะนี้ความเสียหายได้ลุกลามไปในหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง เมื่อวานนี้อิหร่านโจมตีระลอกใหญ่และรุนแรงสุดนับจากเริ่มสู้รบ โดยพุ่งเป้าที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค ขณะที่กองกำลังติดอาวุธพันธมิตรของอิหร่านก็ร่วมโจมตีในหลายจุด อย่างกรณีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่โจมตีอิสราเอลและทำให้เกิดการตอบโต้กลับ สะท้อนว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณของการยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่า 10 วัน
การสู้รบในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อธุรกิจและเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่แค่พลังงาน รวมถึงกระทบโมเดลความร่วมมือภายใต้คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ชาติ ได้แก่ บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาน้ำมัน ไปสู่ศูนย์กลาง (ฮับ) ระดับโลกที่มีความหลากหลาย มีเทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากการสู้รบที่เกิดขึ้นกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเชื่อมต่อในภูมิภาค ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร ข้อมูล และการค้า ซึ่งการหยุดชะงักในพื้นที่หนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ และการดำเนินงานของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปตั้งฐานธุรกิจจำนวนมาก
นอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปะทะในภูมิภาค อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางเป็นอีกภาคส่วนที่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council-WTTC) ประเมินว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง มีมูลค่าราว 3.673 แสนล้านดอลลาร์ และมีส่วนช่วยสนับสนุนการจ้างงานราว 7.7 ล้านตำแหน่ง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเงินในการเดินทางและท่องเที่ยวเกือบ 1.94 แสนล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับระดับก่อนวิกฤตโควิดในปี 2562
ก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งล่าสุด เมืองที่เป็นฮับด้านการเดินทางขนาดใหญ่ 3 แห่งในประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ ได้แก่ 2 เมืองใน UAE อย่าง “ดูไบ” ที่มีสายการบินเอมิเรตส์ และ “อาบูดาบี” ที่มีสายการบินเอทิฮัด รวมถึง “โดฮา” ในกาตาร์ที่มีสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส ต่างก็สร้างชื่อเสียงในฐานะจุดเชื่อมต่อด้านการบินระดับโลก โดยมีเครือข่ายเที่ยวบินที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และขยายไปยังอเมริกาและโอเชียเนีย ในแต่ละวันมีผู้คนเกือบ 300,000 คนเดินทางผ่านศูนย์กลางทั้ง 3 เมืองนี้ และประมาณ 2 ใน 3 ที่เป็นการแวะเปลี่ยนเครื่อง
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มทำให้การท่องเที่ยวในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียที่เติบโตรวดเร็วก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักลง แต่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือยาวนานก็ขึ้นกับสถานการณ์ รายงานล่าสุดของ Tourism Economics ประเมินว่า ในปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนตะวันออกกลางอาจจะลดลงร้อยละ 11-27 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 23-38 ล้านคน และยอดใช้จ่ายก็จะลดลงประมาณ 3.4-5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงผลกระทบในแง่ความรู้สึกที่คงอยู่หลังความขัดแย้งยุติลง
ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้สูงกว่าความขัดแย้งเมื่อปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ประกอบกับการปิดน่านฟ้าในวงกว้าง Tourism Economics ประเมินว่า ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเดินทางและท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะ UAE และซาอุดีอาระเบียมีความเปราะบางมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก และพึ่งพาการเดินทางทางอากาศเป็นหลัก
ด้านอุตสาหกรรมการเงินที่ตะวันออกกลางผงาดขึ้นมาโดดเด่นระดับโลก ปัจจัยหลักมาจาก “เสถียรภาพ” แต่ขีปนาวุธและโดรนโจมตีที่บินอยู่เหนือเมืองต่าง ๆ อย่างอาบูดาบี โดฮา ดูไบ และริยาด กำลังเป็นบททดสอบของภูมิภาคนี้ สถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงโกลด์แมน แซคส์, เจพี มอร์แกน และซิตี้กรุ๊ป ปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากระยะไกลและเริ่มใช้แผนฉุกเฉิน ส่วนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ตั้งอยู่ในศูนย์การเงินนานาชาติดูไบ (Dubai International Financial Centre-DIFC) เตรียมเส้นทางการอพยพและจองห้องพักโรงแรมสำหรับพนักงานที่ตกค้าง
ศูนย์การเงินนานาชาติดูไบเป็นที่ตั้งของธนาคารกว่า 290 แห่ง, กองทุนเฮดจ์ฟันด์ 102 แห่ง, บริษัทบริหารความมั่งคั่ง 500 แห่ง และนิติบุคคลดูแลกิจการครอบครัว 1,289 แห่ง ขณะเดียวกัน อาบูดาบีก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจและข้อได้เปรียบด้านภาษีเป็นจุดแข็งสำหรับชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของ UAE แต่บางส่วนก็มองหาทางเลือกเผื่อไว้ในกรณีที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของดูไบเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตร้อนแรงสุดในโลก แต่อาจกำลังมีความเสี่ยงจากมูลค่าที่สูงเกินไป ประกอบกับการหยุดชะงักที่เกิดจากสงคราม ตลาดอสังหาฯ ในดูไบราคาพุ่งขึ้นราวร้อยละ 70 ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากเงินทุนจากรัสเซีย ความมั่งคั่งจากการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี และมหาเศรษฐีทั่วโลกที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ดูไบ
สำหรับการเป็นฮับด้านการค้า ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกากำลังกลายเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการค้าโลกยุคใหม่ โดยเชื่อมโยงกับทั้งเอเชียและยุโรป รายงานของ “ซิตี้กรุ๊ป” ประเมินว่า การขนส่งสินค้าจากเอเชียเหนือและเอเชียตะวันออกไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 52 ในระหว่างปี 2562-2567 ในขณะที่การค้าจากตะวันออกกลางและแอฟริกาไปยังยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ การส่งออกจากจีนไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาโตร้อยละ 61 ในช่วงเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีสัดส่วนการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นร้อยละ 11 ของปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลทั่วโลก นอกเหนือจากขนส่งพลังงานราว 1 ใน 5 ของทั้งโลก เนื่องจากเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ จึงเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ
น่าสนใจว่า UAE กำลังเดิมพันสถานะ “ฮับ” สูงกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ หลังจาก 4 ทศวรรษที่ผ่านมา UAE สร้างชื่อเสียงในฐานะดินแดนแห่งโอกาสทางธุรกิจ แหล่งพำนักหรูหราของบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลกที่ย้ายถิ่นฐานเข้าประเทศกว่า 9,800 คน รวมทั้งดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศผ่านทางการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ และบริการทางการเงินที่ทันสมัย ปัจจุบัน จำนวนประชากรใน UAE เพิ่มจาก 1 ล้านคนในปี 2523 แตะที่ 11 ล้านคนในปี 2567 ประมาณร้อยละ 90 เป็นชาวต่างชาติ
UAE ใช้ “ดูไบ” เป็นแถวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้การเปิดตัวสายการบินเอมิเรตส์ในปี 2528 การเปิดโรงแรมเบิร์จ อัล อาหรับในปี 2542 และปรับแก้กฎหมายในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นครั้งแรก รวมไปถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ และความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสาหลักของการสร้างแบรนด์ดูไบ
เศรษฐกิจของดูไบส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมนอกภาคน้ำมัน ปัจจุบัน น้ำมันมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 2 ของ GDP ดูไบ อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์หรู และบริการทางการเงิน ในขณะที่อาบูดาบี เมืองหลวงของ UAE ยังคงพึ่งพารายได้จากน้ำมันมากกว่า
ดูไบใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างชื่อเสียงในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูด ปลอดภัย และหรูหรา จนในที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางที่พลุกพล่านที่สุดในโลก แต่สถานะของดูไบในแง่นี้จะขึ้นอยู่กับว่า วิกฤตความขัดแย้งจะใช้เวลานานแค่ไหน และผลของสงครามเป็นอย่างไร เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ความปลอดภัย
เช่นเดียวกับ “ซาอุดีอาระเบีย” ที่ต้องเผชิญบททดสอบ หลังจากผลักดันตัวเองให้โดดเด่น ไม่ใช่แค่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเท่านั้น มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงตั้งมั่นจะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นนวัตกรรม ความเจริญรุ่งเรือง และความทันสมัย ผ่าน “วิสัยทัศน์ 2030” เพื่อให้ซาอุดีอาระเบียผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับดูไบ ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาคของตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ “วิสัยทัศน์ 2030” มีเป้าหมายหลายเรื่อง อาทิ ลดอัตราว่างงานจากร้อยละ 11.6 ให้ไม่เกินร้อยละ 7 รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานสู่ระดับร้อยละ 30 ซึ่งทั้ง 2 เรื่องทำได้แล้วในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะขยับสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจรายใหญ่ 15 อันดับแรกของโลก ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มจากร้อยละ 3.8 เป็นร้อยละ 5.7 ของ GDP และเพิ่มรายได้ของอุตสาหกรรมนอกภาคน้ำมันสู่ 1 ล้านล้านริยัล
“ดาเนีย เทเฟอร์” ผู้อำนวยการของ “กัลฟ์ อินเตอร์เนชันแนล ฟอรัม” ระบุกับ “ดิ อินดิเพนเดนต์” ว่า วิสัยทัศน์ 2030 ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนระดับโลก บริษัทข้ามชาติ และบุคลากรต่างชาติจะมองซาอุดีอาระเบียในฐานะที่มีสภาพแวดล้อมมั่นคงสำหรับเงินทุน นวัตกรรม และการใช้ชีวิตหรือไม่ ซึ่งนี่อาจเป็นเรื่องยากขึ้นหากภูมิภาคนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นสถานที่ปลอดภัยของตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่กลายเป็นด่านหน้าที่เผชิญผลกระทบจากความขัดแย้ง