"หุ้นโรงพยาบาล" Defensive โดดเด่น KGI ยังคงน้ำหนักมากกว่าตลาด

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โดยระบุว่า ผลงาน 1Q69 ของ BH ดีกว่า peers แม้ถูกกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เราวิเคราะห์ถูกกระทบเชิงลบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน
เพราะบริษัทในกลุ่มนี้ที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางคือ Bumrungrad Hospital (BH), Bangkok Dusit Medical Services (BDMS), Bangkok Chain Hospital (BCH) และ Chularat Hospital (CHG)
แต่ BH ก็สามารถทําผลงานได้แข็งแกร่งกว่าตลาดคาดโดยมีกําไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1.79 พันล้านบาท (+3.3% YoY แต่-5.1% QoQ) แม้มีรายได้รวมจากผู้ป่วยตะวันออกกลางราว 27% (สูงสุดในกลุ่มปี 2568) โดยที่รายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางของ BH คิดเป็น 22% ของรายได้รวม 1Q69 (จาก 18% ใน 1Q68) โดย BH ยังคงได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ป่วยที่มี margin สูงและการคุมค่าใช้จ่ายได้ดีในช่วงเวลาดังกล่าว
แนวโน้มธุรกิจของผู้ป่วยต่างชาติช่วง 2Q69 และ 2H69 ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางยังคงกดดันจํานวนผู้ป่วยจากภูมิภาคกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะต่อโรงพยาบาลเอกชนระดับบนในกรุงเทพฯที่ในอดีตพึ่งพาลูกค้าพรีเมียมจากตะวันออกกลางแต่เพื่อแก้ปัญหานี้ตลอดช่วง 2H69
ผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายใหญ่กําลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดและโปรแกรมช่วยเหลือด้านวีซ่าอย่างรวดเร็วไปยังตลาดที่เติบโตดีมีกําลังซื้อสูงเป็นอีกทางเลือกโดยเฉพาะจีน, กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) และอาเซียน (ASEAN)
การปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลจากสํานักงานประกันสังคม (SSO) และนโยบายภาครัฐปัจจัยทางด้าน upside ที่ต้องจับตาของโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางถึงล่างใน 2H69 คือการคาดว่าจะปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจากสํานักงานประกันสังคม
โดยที่การปรับเปลี่ยนนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุปสงค์ในประเทศซึ่งค่อนข้างซบเซานอกจากนี้แผนการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical hub) ระยะเวลา 10 ปีของรัฐบาลก็กําลังเริ่มผ่อนปรนวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาลระยะยาว รวมถึงจัดตั้งศูนย์การแพทย์เฉพาะทางบริเวณชายแดนภูมิภาค (ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 500 ล้านบาท) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยข้ามแดน
การเปลี่ยนผ่านโรงพยาบาลสู่ระบบดิจิทัลและใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลภาครัฐกําลังเร่งใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสุขภาพดิจิทัลแห่งชาติคําอธิบายช่วง 2Q69 และ 2H69 ภายใต้โค้งสุดท้ายของยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและประเทศไทย (WHO-Thailand Country Cooperation Strategy ปี 2565–2569)
โดยโรงพยาบาลต่างๆกําลังเผชิญแรงกดดันในการบูรณาการระบบบันทึกสิ่งตรวจรักษาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Health Records: EHRs) และระบบดิจิทัลที่สามารถทํางานร่วมกันได้นอกจากนี้ใน 2H69 จะได้เห็นการสร้างความแตกต่างเชิงพาณิชย์ผ่านการแพทย์เชิงป้องกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI (การใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (wearable data) เพื่อตรวจหาความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือเบาหวานตั้งแต่เนิ่นๆ) และการสร้างรายได้จาก "เศรษฐกิจการนอนหลับและสุขภาพจิต" ผ่านแอปพลิเคชันโทรเวชกรรม (Telehealth) ออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย
เทรดที่ PE band ไม่แพงเรามองว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ที่ร่วงลงมาช่วงที่ผ่านมาถือเป็นการ de-rating ราคาหุ้นแต่ไม่ใช่เป็นการลดระดับความสามารถของตัวธุรกิจด้วย valuation ของกลุ่มโรงพยาบาล ที่ปัจจุบันได้ลงมาแตะจุดต่ำสุดสมเหตุสมผลที่ P/E ปี 2569F และปี 2570F ต่ําเพียง 16x ถึง17x (ต่ํากว่าระดับในอดีตมากที่เคยสูงถึง 40x) ส่งผลให้กลุ่มโรงพยาบาลกลายเป็นหุ้นปลอดภัยเชิงป้องกัน (defensive) มากขึ้น
Valuation & Action เรายังคงให้น้ําหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล “มากกว่าตลาดฯ” โดยที่ปัจจุบันเราเลือก BH เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มโรงพยาบาลของเราโดยประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี 2569F ที่ 210.00 บาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
