ถูกเลย์ออฟ ยิ่งเร่งหางาน ยิ่ง burnout! เสี่ยงใจพังก่อนได้งานใหม่แบบศัพท์ไวรัล Doomjobbing

หากถูกเลย์ออฟ รู้ไหมว่า…การนั่งไถหางานทั้งวัน อาจไม่ได้ทำให้คุณได้งานใหม่เร็วขึ้นเสมอไป แต่กลับทำให้ใจพัง และ burnout ก่อนจะได้เริ่มงานใหม่แบบไม่รู้ตัว นี่คือพฤติกรรมที่กำลังถูกเรียกว่า “doomjobbing” ศัพท์ใหม่จากเด็ก 8 ขวบ แล้วถ้าวันหนึ่งเราถูกเลย์ออฟจริง ๆ จะหางานอย่างไร โดยไม่ทำร้ายใจตัวเองซ้ำ เดี๋ยวโอ๋เล่าให้ฟัง
ปี 2569 ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง การแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก และเทคโนโลยีอย่าง AI ที่เริ่มเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบงานหลายตำแหน่ง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2569 การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ยังมีแนวโน้มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน
คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งเราถูกเลิกจ้าง สิ่งแรกที่หลายคนทำคืออะไร?
คำตอบอาจแทบไม่ต้องคิด คือรีบหางานใหม่ เปิด LinkedIn เปิด JobsDB อัปเดตเรซูเม่ แล้วสมัครงานให้ได้มากที่สุด การรีบหางานไม่ใช่เรื่องผิด เพราะงานคือรายได้ ความมั่นคง และชีวิตประจำวัน แต่ในยุคนี้ การหางานแบบไถทั้งวัน สมัครทุกตำแหน่ง และเช็กการตอบกลับซ้ำ ๆ อาจไม่ได้พาเราไปสู่งานที่ดีขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจทำให้ใจเราเหนื่อยก่อนจะได้เริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ
เพราะการตกงานไม่ได้กระทบแค่บัญชีเงินเดือน แต่มันกระทบความรู้สึก
เริ่มสงสัยว่า “เรายังเก่งพอไหม” “เรายังมีคุณค่าอยู่หรือเปล่า” และ “ชีวิตจะไปต่อทางไหน”
แน่นอนว่า การสูญเสียงาน นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกสูญเสียได้ แต่ขณะเดียวกัน กระบวนการหางาน ก็อาจทำให้เกิด burnout ได้ หากเราไม่จัดการมันอย่างเหมาะสม เพราะมันมี วงจรน่าเกลียดแบบนี้คือ
วงจรของมันมักเริ่มจาก ถูกเลิกจ้าง รู้สึกเสียการควบคุม กลัวว่างงานนาน ไถแพลตฟอร์มหางานทั้งวัน มัครแบบหว่าน ไม่ได้รับการตอบกลับ ยิ่งรู้สึกไร้ค่า คิดลบบั่นทอนตัวเอง แล้วยิ่งกลับไปไถหาหนักกว่าเดิม รู้สึกเศร้า ดิ่ง เสียพลังงาน จนสุดท้าย burnout ก่อนจะได้งานใหม่ไปโดยไม่รู้ตัว
นี่จึงเป็นที่มาของคำใหม่ที่กำลังถูกพูดถึง คือ “doomjobbing”
คำนี้เกิดจากเรื่องเล่าของชายคนหนึ่งที่เพิ่งถูกเลย์ออฟ และใช้เวลาหลายชั่วโมง ไถ LinkedIn เพื่อหางานใหม่ จนลูกสาววัย 8 ขวบเห็นพฤติกรรมนี้ แล้วเรียกมันว่า doomjobbing คำนี้จึงไม่ใช่แค่ศัพท์ไวรัลน่ารัก ๆ จากเด็กคนหนึ่ง แต่สะท้อนพฤติกรรมของคนจำนวนมากที่เพิ่งถูกเลย์ออฟ ยังไม่มีงานใหม่ และหยุดไถหางานไม่ได้ แต่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว และส่งผลลัพธ์เชิงลบกับจิตใจเรา มากกว่าเชิงบวกได้จริง
แล้วถ้าถูกเลย์ออฟจริง ควรทำอย่างไร?
ไม่ใช่หยุดหางาน แต่ต้องเปลี่ยนจาก panic mode เป็น strategy mode ถึงบอกว่า ใครกำลังเป็นแบบนี้หยุดเลยเขาเรียกว่า การหางานแบบ searching hard คือการพยายามหนัก สมัครเยอะ ใช้เวลาหางานมาก แต่สิ่งที่อยากให้เป็นคือ searching smart คือ การหางานอย่างมีกลยุทธ์ รู้ว่าตัวเองเหมาะกับ งานอะไร เลือกตำแหน่งที่ตรงทักษะ และวางแผนก่อนสมัคร
ข้อแรก ตั้งสติ และแยกคุณค่าของตัวเองออกจากสถานะการจ้างงาน
การไม่มีงานในช่วงหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีคุณค่า
การถูกเลิกจ้างอาจเกิดจากเศรษฐกิจ โครงสร้างองค์กร ต้นทุน หรือทิศทางธุรกิจ
ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายว่าเราไม่เก่งพอ
ข้อสอง ทำ Job Search Map ก่อนสมัคร
อย่าเพิ่งเปิดเว็บแล้วสมัครทันที แต่ให้แบ่งงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ งานที่ทำได้ทันที งานที่ต้องปรับเรซูเม่ก่อนสมัคร และงานที่ต้อง upskill เพิ่มก่อน จากนั้นค่อยจัดลำดับว่าอะไรควรสมัครก่อน อะไรควรเตรียมเพิ่ม
ข้อสาม ดึงจุดแข็งจากงานเดิมมาใส่ในเรซูเม่
ก่อนสมัครงานใหม่ ลองกลับไปดูว่างานเดิมทำให้เราเก่งขึ้นตรงไหน
แก้ปัญหาอะไรได้ เคยสร้างผลลัพธ์อะไร และมีทักษะอะไรที่มากกว่าตอนเริ่มงาน
เพราะบางตำแหน่งที่เมื่อ 1-2 ปีก่อนเราอาจยังไม่พร้อม
แต่วันนี้ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราพร้อมขึ้นแล้ว
ข้อสี่ กำหนดช่วงเวลาหางาน ไม่ใช่หาทั้งวัน
อาจแบ่งเป็นช่วงเช้าเพื่อคัดงาน
ช่วงบ่ายเพื่อปรับเรซูเม่และสมัครแบบเจาะจง
และช่วงเย็นเพื่อ follow-up หรือทัก network ที่เกี่ยวข้อง
หลังจากนั้นให้ปิดแอป เพราะการพักไม่ใช่ความขี้เกียจ
แต่เป็นการรักษาพลังสมองให้พร้อมสำหรับโอกาสจริง
ข้อห้า ถอยออกมามองภาพรวมของการถูกเลิกจ้าง
เมื่อความช็อกเริ่มลดลง ลองกลับมาทบทวนอย่างตรงไปตรงมาว่า
อะไรคือปัจจัยขององค์กรที่เราควบคุมไม่ได้ และอะไรคือบทเรียนที่เราควรปรับ
เช่น ทักษะ วิธีสื่อสาร ผลงาน หรือการอ่านสัญญาณขององค์กร
การทบทวนแบบนี้ไม่ใช่เพื่อโทษตัวเองซ้ำ แต่เพื่อปิดช่องโหว่
และกลับเข้าสู่ตลาดงานอย่างแข็งแรงกว่าเดิม
ข้อหก ใช้เวลาที่เหลือจากการหางาน มาพัฒนาทักษะและฟื้นฟูใจตัวเอง
การหางานสำคัญ แต่การรักษาใจให้ไม่พังระหว่างหางานก็สำคัญไม่แพ้กัน
ลองใช้เวลาบางส่วนไปกับการเรียนทักษะที่จำเป็นกับงานใหม่
เช่น AI, data, communication, language, portfolio หรือการฝึกสัมภาษณ์
และอีกส่วนหนึ่ง ใช้กับสิ่งที่งานประจำเคยกลืนหายไป
ไม่ว่าจะเป็นการนอนให้พอ ออกกำลังกาย อยู่กับครอบครัว อ่านหนังสือ ไปหาหมอ
หรือกลับมาถามตัวเองว่า จริง ๆ แล้วเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน
สุดท้าย การถูกเลย์ออฟไม่ได้น่ากลัวแค่เพราะไม่มีงาน แต่น่ากลัวเพราะมันทำให้เราสงสัยตัวเองว่า เรายังเก่งพอไหม เรายังมีคุณค่าไหม และชีวิตเราจะไปต่อทางไหน เพราะฉะนั้น อย่าให้การหางานใหม่ กลายเป็นการทำร้ายใจตัวเองซ้ำอีกรอบ
หางานให้จริงจังได้ แต่ไม่จำเป็นต้องหาด้วยความตื่นตระหนก เพราะงานที่เหมาะกับเรา ไม่ได้ต้องการแค่คนที่กดสมัครเร็วที่สุด
แต่มันต้องการคนที่รู้จักตัวเองดีพอ สื่อสารคุณค่าได้ชัด และยังมีแรงใจพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
