รีเซต

AOT ลุยลงทุน 9 หมื่นล. ยกระดับรับ 180 ล้านคน

AOT ลุยลงทุน 9 หมื่นล. ยกระดับรับ 180 ล้านคน
ทันหุ้น
6 พฤษภาคม 2569 ( 03:00 )

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT  เปิดเผยว่า AOT ได้ปรับปรุงแผนการลงทุนระยะ 5 ปี วงเงินราว 8 – 9 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2577 โดยอยู่ระหว่างเร่งรัด 4 โครงการประกอบด้วย 1.แผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหวางบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้นหากได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้วคาดว่าจะเปิดประมูลและได้ผู้ชนะการประมูลภายใน 4 เดือน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2570 มีกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการในปี 2573

พร้อมกันนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติศึกษากรอบวงเงินที่เหมาะสมในการลงทุนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้รวมมูลค่าโครงการ 2.4 แสนล้านบาท โดยจะแบ่งการพัฒนาเป็น 4 เฟส รวมระยะเวลาพัฒนา 10 ปี เบื้องต้นเฟสแรก คือการออกแบบอาคารผู้โดยสาร และ Ground Improvement วงเงินราว 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2570

ขณะเดียวกันจะเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง เฟส 3 วงเงินรวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยในระยะ 5 ปีแรกคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท  เช่นเดียวกับแผนการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตระยะที่ 2 วงเงินประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท และแผนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 2 ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2570 

เบื้องต้น AOT จะใช้วงเงินรายได้จากการค่าบริการผู้โดยสารขาออก Passenger Service Charge สะสม รวมถึงกระแสเงินสดหมุนเวียนเฉลี่ยต่อปีที่ราว 1 หมื่นล้านบาท ในการลงทุน โดยไม่ต้องขอสินเชื่อสถาบันการเงินแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ จะเร่งพัฒนาการให้บริการภายในสนามบินอย่างเต็มรูปแบบ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับมาท่องเที่ยว ผ่านการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกส์ (Biometric) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการเดินทาง ตั้งแต่โถงผู้โดยสารขาออก (Departure Hall) จุดเช็กอิน (Check-in) การตรวจสอบผู้โดยสาร (Passenger Validation) จุดตรวจค้นความปลอดภัย (Security Checkpoint) การตรวจหนังสือเดินทาง (Passport Control) ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง (Boarding Gate)

ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงการทำงานแบบ End-to-End ผ่านโซลูชันสำคัญ ได้แก่ ระบบเช็กอินและโหลดสัมภาระด้วยตนเอง (CUSS / CUBD), ระบบตรวจสอบผู้โดยสาร (PVS), ระบบสายพานตรวจสัมภาระอัตโนมัติ (ATTS), ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ (ABC) และระบบขึ้นเครื่องด้วยตนเอง (SBG) เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และยกระดับความปลอดภัย

ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ช่วยลดระยะเวลาการให้บริการผู้โดยสาร โดยผู้โดยสารขาเข้าจะใช้เวลาประมาณ 25 นาที จากเดิม 30 นาที และผู้โดยสารขาออกใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากเดิม 45 นาที สะท้อนการพัฒนาไปสู่สนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) ที่มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว และประสบการณ์ไร้รอยต่อของผู้โดยสารในอนาคต

นางสาวปวีณา ยอมรับว่าต้องปรับลดปริมาณผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 ท่าของ AOT ลงจากประมาณการเดิมปี 2568/2569 ที่ 130 ล้านคนลงเหลือ 125 ล้านคน เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างอิหร่าน - สหรัฐอเมริกา ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนน้ำมันอากาศยาน (JET A1) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งปรับลดเที่ยวบินลง – ควบรวมเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม AOT ยังคงเดินหน้าปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกขึ้นเป็น 1,120 บาท จากปัจจุบัน 730 บาท ในวันที่ 20 มิถุนายน 2569  นี้ตามแผนเดิม  พร้อมยืนยันว่าการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง