รีเซต

“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงเปิดใจ เบื้องหลังนิทรรศการ 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส “ราชพัสตราสู่สากล"

“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงเปิดใจ เบื้องหลังนิทรรศการ 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส “ราชพัสตราสู่สากล"
TNN ช่อง16
26 พฤษภาคม 2569 ( 17:45 )
13

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ในงานนิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

ค่ำคืนพิเศษนี้เริ่มต้นโดย Ms. Bénédicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าชมนิทรรศการทั้ง 7 ห้องจัดแสดง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากล ผ่านงานศิลปะ สิ่งทอ และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า 

ทั้งนี้ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองอันทรงเกียรติ ได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี บุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

และนี่คือบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส

จุดเริ่มต้นของ La Mode en Majesté

“โปรเจ็กต์นี้ก็ทำกันมาปีกว่าๆ แล้วนะ ตอนแรกที่ท่านหญิงได้ยินว่าทางสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลอง ครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ท่านหญิงเองก็พอมีไอเดียในใจบ้าง ว่าน่าจะทำในแง่มุมไหน เพราะท่านหญิงเองก็เคยเรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ มีเพื่อนที่นี่ ก็คุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสอยู่ ก็เลยปรึกษากับทีมงานว่า น่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมของไทยนี่แหละ แต่ต้องทำออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต้องทึ่ง ต้องตะลึงกับมรดกทางแฟชั่น งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา ก็เลยทำให้ท่านหญิงนึกถึงฉลองพระองค์ Balmain ที่ประดับงานปักของ Lesage ของสมเด็จย่าตั้งแต่ในยุค 60s ที่ทรงเคียงข้างเสด็จปู่ เมื่อครั้งเสด็จเยือนทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ไล่มาจนถึงช่วงหลัง จึงเป็นที่มาของการทำนิทรรศการนี้”


กว่าจะมาเป็น La Mode en Majesté ออกสู่สายตาชาวโลก

“หลังจากความคิดตกผลึกแล้ว ท่านหญิงก็ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากทูลกระหม่อมพ่อ ซึ่งก็ลุ้นมาก ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเตรียมงาน โดยฝ่ายไทยก็จะมี SACIT, Queen Sirikit Museum of Textiles, สถานทูตไทยที่ปารีส แล้วก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับทาง Curator ที่ชื่อ Beatrice และ Yvon ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD Paris ซึ่งทางทีม MAD ก็บินมาศึกษาคอลเลกชัน

ฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่กรุงเทพฯ ในช่วงกลางปีที่แล้ว  หลังจากนั้นพวกเราก็วางแนวทางในการจัดนิทรรศการออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็น section ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ห้องฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage ห้องผ้ายก ห้องผ้ามัดหมี่ที่เอามาใช้ในงานกูตูร์ ห้องศิลปะ

การปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy ที่จัดแสดงร่วมกับผลงานจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM

ไปจนถึงห้องงานหัตถศิลป์ อาทิ ลิเภา เบญจรงค์ และเครื่องถม ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทที่เอามาโชว์ก็ผลิตภายใต้สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งลิเภาก็จะเป็นงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือทางใต้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนเครื่องถมโบราณนั้นมาจากนครศรีธรรมราช แต่ต่อมาความนิยมก็ลดลง จนกระทั่งสมเด็จย่าทรงเกรงว่าจะสูญหาย จึงทรงฟื้นฟู โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่ขึ้นมา พัฒนาลวดลายและความประณีต นอกจากนี้ ก็มีเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งต้องบอกว่าเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ที่จัดแสดงนี้ เป็น Private Collection ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD ของเขาเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามมีคุณค่าทั้งสิ้น

กว่าจะสำเร็จเป็นนิทรรศการอย่างที่ทุกท่านได้เห็น พวกเราทุกคนต้องหาข้อมูล ทำรีเสิร์ช หาเกร็ดต่าง ๆ รูปภาพเก่า ๆ ภาพสเก็ตช์ ตัวอย่างผ้า ตัวอย่างผ้าปัก รายละเอียดอื่น ๆ มากมายค่ะ งานรีเสิร์ชที่ทำมันลึกมาก ข้อมูลเยอะมาก ได้ค้นพบอะไรต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลบางอย่างที่ค้นเจอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก หลังจากที่ได้ข้อมูลมาทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องผ่านการหารือ กลั่นกรอง และถกเถียงในหลักการกันบ้าง เพื่อให้ได้นิทรรศการ La Mode en Majesté ที่แสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของไทย เพื่อให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึง อัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย” 

ห้องโปรดที่สุดใน La Mode en Majesté

“ชอบทุกมุมค่ะ มีความรักทุกห้อง ชอบทุกสี และไลต์ติ้งของแต่ละห้องก็ขับนิทรรศการให้ดูน่าสนใจและทันสมัย ดึงดูดความรู้สึก และมุมมอง แต่ถ้าถามว่าห้องที่ชอบที่สุด คงเป็นห้อง Brocade หรือว่าผ้ายกที่ทำผนังห้องเป็นสีชมพูทั้งหมด กว่าจะได้ห้องนี้มา กว่าจะลงตัว คือต้องถกเถียงกับทาง MAD เปลี่ยนสีห้องไปมา อยู่ 2-3 รอบ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจมากค่ะ พอเข้ามาในห้องนี้ได้ความรู้สึกที่ bright และ fresh ขึ้นมาทันที ทำให้ฉลองพระองค์ผ้ายกดูโดดเด่น แล้วก็เป็นการเพิ่มสีสันและปรับอารมณ์ให้แก่นิทรรศการนี้ด้วยค่ะ”

ผลตอบรับที่ได้

“ซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจมากที่สื่อต่างชาติระดับโลกได้เห็นและเข้าใจนิทรรศการเป็นอย่างดี สื่อต่างชาติยักษ์ใหญ่อย่าง WWD และ VOGUE USA ต่างก็ลงบทความเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมชื่นชมความงดงาม

ของชุดไทยและหัตถศิลป์ไทย ท่านหญิงก็ยินดีกับทีมงานที่ได้เห็นฝรั่งมายืนต่อคิวกลางปารีสเพื่อเข้าชมนิทรรศการของเราตั้งแต่วันแรก ยินดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราใช้เวลาเตรียมงานกันมาเป็นปี ทีมงานทุกคนทั้งไทยและต่างชาติ ต่างทุ่มเทกับนิทรรศการนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือของทั้งไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริงและที่สำคัญที่สุด  

ท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้
คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม” 

ข้อความที่โปรดจะฝากถึงทุกคน

“La Mode en Majesté มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย เพราะนิทรรศการนี้ได้มีความหมายที่แฝงเอาไว้ ซึ่งก็คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากฉลองพระองค์
ของสมเด็จย่า ทุกชุดมีเรื่องราว ความหมายและบทบาทตาม วาระโอกาส และยุคสมัย

สุดท้ายนี้ ท่านหญิงคงต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคน หน่วยงานทุกองค์กร และทุก ๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนนิทรรศการนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดูนะคะ ท่านหญิงเชื่อว่า คนไทยที่ได้มีโอกาสดูนิทรรศการนี้แล้ว ทุกคนต้องภูมิใจในความเป็นไทยแน่นอนค่ะ”

 

สำหรับนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากความร่วมมือของ 4 องค์กรพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านผลงานเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ 

ทั้งนี้ นิทรรศการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง