รีเซต

อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับการทูตไทย 2.0 กลางวิกฤตโลกแบ่งขั้ว

อนุทิน-สีหศักดิ์ ยกระดับการทูตไทย 2.0 กลางวิกฤตโลกแบ่งขั้ว
TNN ช่อง16
25 พฤษภาคม 2569 ( 11:48 )

นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีพบ “ทีมไทยแลนด์ยุโรป” เพื่อขับเคลื่อน “การทูตเชิงรุก“ ตั้งเป้าต้องเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในสามปี ติดตามได้จากรายงานพิเศษของคุณธันย์ชนก จงยศยิ่ง รายงานมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

1. การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

 2. การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม

3. การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี

4. การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ "ความมั่นคงทางอาหาร" เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง

ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ได้มอบนโยบายโดยเน้นย้ำหลักการขับเคลื่อนทางการทูต 4 ประการ

Diplomacy of Strategy นักการทูตต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

Diplomacy of Speed การขับเคลื่อนต้องเร็ว บางอย่างรอไม่ได้ เช่น เรื่องประเด็นไทย-กัมพูชา จากแต่เดิมกระทรวงต่างประเทศอาจทำงานแบบรอให้เรื่องตกผลึกก่อน

Diplomacy of Coherence การทูตต้องเชื่อมโยงได้ เพราะบางเรื่องนั้นมีหลายมิติ และต้องมีเอกภาพในด้านนโยบาย ตลอดจนการทำงานเป็นทีม ทั้งภายในกระทรวงเอง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องนอกกระทรวง

Diplomacy of Communication การสื่อสารต้องง่าย เข้าใจได้ ต้องมอนิเตอร์ความรู้สึกของประชาชนว่ากำลังคิดอะไร และต้องสื่อสารให้เข้าใจว่ากระทรวงต่างประเทศกำลังทำอะไร เป้าหมายคืออะไร 

สำหรับประเด็นไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในตอนนี้ ไม่แน่ใจว่ากัมพูชาเข้าใจตนเองหรือยัง กัมพูชาอาจมีปัญหาภายใน เพราะด้านหนึ่งก็มาหาประเทศไทย มานั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกัน อีกวันหนึ่ง กัมพูชาก็ออกมาเล่นงานไทยในเวทีต่างๆ เพราะสิ่งที่กัมพูชาพยายามวาดภาพ คือ ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึง การจับมือกันของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ว่า สาธารณชนอาจมองว่า ทำไมไทยต้องไปจับมือ แต่ในมุมมองกระทรวงต่างประเทศ เรารู้ว่าท้ายที่สุด ทั้งสองประเทศต้องอยู่ร่วมกัน ในมุมหนึ่ง กระทรวงต้องตอบสนองกระแสภายในประเทศ แต่ถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องบริหารจัดการกระแสภายในประเทศด้วยเพื่อให้ประชาชนตระหนักว่า เราต้องเริ่มปรับสัมพันธ์

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงบทบาทในในเรื่องเมียนมา ซึ่งไทยเป็นผู้ผลักดันประเทศแรกในอาเซียน ไทยเป็นคนบอกว่าฉันทามติห้าข้อไม่มีทางไปไหน นโยบายของไทยที่เสนอให้กลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ฉันทามติห้าข้อได้มีการนำไปใช้ ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่หนีสภาพความเป็นจริงไปไม่ได้

ในด้านจุดยืนเรื่องโลกแบ่งขั้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยไม่เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่พยายามเลือกสองทาง ซึ่งแล้วแต่ว่าผลประโยชน์ไปทางไหน แต่ต้องมองมหาอำนาจเหล่านี้ด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่ด้วยอุดมคติ แต่หากเราไม่อยากอยู่ตรงกลาง หรือเลือกข้าง เราต้องไปหาขั้วอื่นๆด้วย อย่าง ขั้วอียู ซึ่งตอนนี้เป็นอิสระมากขึ้น เพราะอียูต้องการรักษาความเป็นอิสระในทางยุทธศาสตร์ ไทยก็ต้องเข้าหาอียู เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องการเป็นพิเศษคือ ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งอาเซียนต้องเป็นสมอของระเบียบภูมิภาค แต่อาเซียนก็มีปัญหาภายใน เพราะความคิดไม่ตรงกัน หัวใจของปัญหาอาเซียนคือ เอาผลประโยชน์มาก่อนภูมิภาค ตอนนี้ทุกคนลืมไปแล้วว่าผลประโยชน์ของภูมิภาคคืออะไร ไปมุ่งแต่ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศไทยพยายามเสนอว่าเราต้องมานั่งคุยกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหน เรากำลังขับเคลื่อนไปทางไหนเพื่อที่จะอธิบาย เพราะเราต้องสร้างการเล่าเรื่องใหม่ให้ประเทศไทย ว่าเรากำลังจะไปทางไหน ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่ จะขับเคลื่อนประเทศพร้อมกัน เพราะเริ่มจะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น

ท้ายสุด นายสีหศักดิ์ ได้มอบโจทย์สำคัญต้องเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตทั่วยุโรป โดยตั้งโจทย์ว่า จะเสริมสถานะและความเชื่อมั่นในประเทศไทยอย่างไร และโอกาสของประเทศไทยในความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ คืออะไร ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ตลาด แต่รวมถึงเรื่อง อาเซียน อียู และเขตการค้าเสรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มโอกาส เพราะทูตทำงานแค่ส่งเสริมความสัมพันธ์คงไม่ได้ แต่ต้องคิดว่าจะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง