รีเซต

“ดินถล่ม” ภัยจากโลกร้อน ที่คร่าชีวิตคนใน “นิวซีแลนด์” มากที่สุด

“ดินถล่ม” ภัยจากโลกร้อน ที่คร่าชีวิตคนใน “นิวซีแลนด์” มากที่สุด
TNN ช่อง16
4 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:00 )
3

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า นิวซีแลนด์อาจเผชิญเหตุการณ์ดินถล่มรุนแรงและคร่าชีวิตผู้คนมากขึ้นในอนาคต จากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุมีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น หลังเกิดโศกนาฏกรรมดินถล่ม 2 ครั้งในเกาะเหนือเมื่อไม่นานมานี้


ดินถล่มถือเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดของนิวซีแลนด์ โดยนับตั้งแต่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่มแล้วกว่า 1,800 คน มากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟรวมกัน


ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา พายุหลายลูกพัดถล่มเกาะเหนือ ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องและนำไปสู่ดินถล่มรุนแรง 2 เหตุการณ์ เช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดินถล่มอุทยานพักผ่อนในเมืองเมานต์เมานกานูอี เมืองทอรังกา ทางตะวันออกของประเทศ ฝังกลบประชาชนไป 6 ราย โดยทางการยืนยันว่ามีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก ขณะเดียวกัน เช้าวันเดียวกัน ก็ได้เกิดดินถล่มอีกแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย


ต่อมาในวันพุธ สภาเทศบาลเมืองทอรังกาสั่งอพยพประชาชนราว 150 คน จากบ้านเรือน 30 หลัง เพื่อประเมินความเสี่ยงจากดินถล่มครั้งใหม่ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ท่ามกลางความสูญเสียต่อเนื่อง คำถามสำคัญได้ถูกหยิบยกขึ้นมาว่า นิวซีแลนด์จะปกป้องประชาชนจากภัยดินถล่มและสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงได้อย่างไร?


สำหรับ นิวซีแลนด์ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก ทำให้ภูมิประเทศมีความลาดชัน ประกอบกับสภาพอากาศแบบทะเลที่มีฝนตกชุก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดดินถล่ม นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจากการตัดไม้ทำลายป่า และการตัดไหล่เขาเพื่อสร้างถนนและที่อยู่อาศัย ตามคำกล่าวของศาสตราจารย์มาร์ติน บรูค จากมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์


เขาระบุว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้สังคมขาดความยืดหยุ่น แม้จะมีการทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงดินถล่มมากขึ้น แต่ขั้นต่อไปคือการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้กำหนดนโยบายผังเมืองและการพัฒนาอย่างจริงจัง


ด้านดร.โทมัส โรบินสัน อาจารย์อาวุโสด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้พายุเขตร้อนรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของดินถล่ม เขากล่าวว่า ยิ่งพายุรุนแรงและเกิดบ่อยมากขึ้น ดินถล่มก็จะเพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อผู้คนและโครงสร้างพื้นฐานก็จะทวีความรุนแรงตามไปด้วย


ข้อมูลจาก Earth Sciences New Zealand ระบุว่า พายุไซโคลนแกเบรียลในปี 2023 ก่อให้เกิดดินถล่มราว 800,000 จุดทั่วประเทศ นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ดินถล่มรุนแรงที่สุดในโลกเท่าที่เคยบันทึกไว้


ศาสตราจารย์เจมส์ เรนวิค นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน ระบุว่า พายุในช่วงหลังสร้าง “ความเสียหายและความทุกข์ยาก” ให้กับประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และการจะหยุดยั้งไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ อย่างเร่งด่วน


ขณะเดียวกัน ประเด็นนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นข้อถกเถียงทางการเมือง โดยฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลผสมว่าชะลอการแก้ปัญหาโลกร้อน และยกเลิกกองทุนเสริมความยืดหยุ่นมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ที่จัดตั้งขึ้นหลังพายุไซโคลนแกเบรียล


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การป้องกันน้ำท่วม และการซ่อมแซมถนน เพื่อตอบรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ในส่วนของเหตุการณ์ที่เมานต์เมานกานูอี สภาเทศบาลเมืองทอรังกาได้สั่งตั้งคณะสอบสวนในระดับท้องถิ่น ขณะที่นายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซัน กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการตั้งคณะสอบสวนของรัฐบาล หลังมีข้อสงสัยว่าหน่วยงานท้องถิ่นอาจสามารถป้องกันความสูญเสียได้มากกว่านี้


ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ดินถล่มจะเป็นภัยร้ายแรง แต่กลับไม่ฝังอยู่ในความรับรู้ของสังคมเหมือนแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดอาจช่วยให้สังคมตระหนักถึงความเสี่ยงจากดินถล่มมากขึ้น และนำไปสู่การเตรียมพร้อมที่ดีกว่าในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง