รีเซต

ทำไมต้องรอ 50 ปี? เบื้องหลังมนุษย์กลับดวงจันทร์ จากสงครามเย็นสู่ยุค Artemis

ทำไมต้องรอ 50 ปี? เบื้องหลังมนุษย์กลับดวงจันทร์ จากสงครามเย็นสู่ยุค Artemis
TNN ช่อง16
6 เมษายน 2569 ( 14:46 )
19

ในช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2026 ภารกิจ Artemis 2 ของนาซา กำลังพามนุษยชาติกลับสู่เส้นทางสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง หลังจากที่ทิ้งช่วงไปนานกว่า 50 ปีนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972

คำถามที่หลายคนอดสงสัยไม่ได้ คือ ในเมื่อเทคโนโลยีของมนุษย์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับอดีต ทำไมเราถึงใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะกลับไปเยือนบริเวณใกล้เคียงดวงจันทร์อีกครั้ง?

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่อยู่ที่บริบททางประวัติศาสตร์ แรงจูงใจทางการเมือง และเป้าหมายที่เปลี่ยนผ่านตามยุคสมัย


ยุคสมัยแห่งสงครามเย็นและแรงผลักดันทางความมั่นคง

โครงการอพอลโล (Apollo) เป็นผลผลิตของยุคสงครามเย็นอย่างแท้จริง ซึ่งในขณะนั้นสหรัฐอเมริกามองว่าการเอาชนะสหภาพโซเวียตในการแข่งขันทางอวกาศ (Space Race) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับความมั่นคงแห่งชาติ

การแข่งขันนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในปี 1957 เมื่อโซเวียตสร้างความตกตะลึงด้วยการปล่อยดาวเทียม Sputnik 1 สำเร็จ ตามด้วย Sputnik 2 และยิ่งทำให้สหรัฐฯ อับอายเมื่อความพยายามปล่อยดาวเทียมดวงแรกของตนระเบิดออกอากาศสดทางโทรทัศน์

ความสำเร็จของโซเวียตสร้างความหวั่นวิตกอย่างหนัก เพราะในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว หากประเทศใดสามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ ก็ย่อมหมายความว่าพวกเขาสามารถส่งอาวุธหรือระเบิดนิวเคลียร์ไปทิ้งที่ใดก็ได้บนโลกเช่นกัน

การสำรวจอวกาศจึงกลายสภาพเป็นสมรภูมิตัวแทน (Proxy battleground) สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ การไปเยือนดวงจันทร์ยังเป็นเครื่องมือแสดงอันทรงพลังของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ด้วยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หลายประเทศในแถบแอฟริกาและเอเชีย เช่น อินเดีย เพิ่งได้รับเอกราชและกำลังหาจุดยืนบนเวทีโลก

ทำให้ทั้งสหรัฐฯ และโซเวียตต่างตระหนักดีว่า การแสดงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี คือ วิธีที่ดีที่สุดในการดึงดูดประเทศเกิดใหม่เหล่านี้ให้เข้ามาเป็นพวก ความมุ่งมั่นระดับชาตินี้สะท้อนให้เห็นผ่านงบประมาณของนาซาในช่วงสูงสุดของโครงการอพอลโล ที่พุ่งสูงถึงประมาณ 4.4% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดของสหรัฐฯ เทียบกับปัจจุบันงบประมาณส่วนนี้ลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 0.4% เท่านั้น

เมื่อเป้าหมายบรรลุ แรงจูงใจก็สูญสิ้น

ภายหลังสหรัฐฯ ชนะการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศในภารกิจ Apollo 11 ที่สามารถส่งนีล อาร์มสตรอง และบัซ อัลดริน ไปเหยียบดวงจันทร์สำเร็จในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 แต่หลังจากนั้น ความตื่นตัวก็เริ่มลดลง แม้จะมีภารกิจตามมาอีก 5 ครั้ง แต่เมื่อถึงภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972 สังคมและนักการเมืองก็เริ่มตั้งคำถามว่า เราทำตามที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ต้องการสำเร็จแล้ว เราเอาชนะโซเวียตได้แล้ว ทำไมเรายังต้องกลับไปอีก?

เมื่อแรงสนับสนุนลดลง ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งมีมุมมองด้านอวกาศแตกต่างจากผู้นำคนก่อนๆ จึงตัดสินใจยุติการให้ทุนสนับสนุนโครงการอพอลโล และหันไปให้ความสำคัญกับโครงการกระสวยอวกาศ (Space shuttle) ที่มองว่าประหยัดงบประมาณได้มากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ยิ่งทำให้ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่มีคู่แข่งที่เป็นภัยคุกคาม แรงกดดันที่จะต้องทุ่มเททรัพยากรมหาศาลไปกับดวงจันทร์จึงหายไป

ยุคแห่ง Artemis สู่การตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน แม้สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างประเทศจีน ที่ตั้งเป้าจะส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ภายในปี 2030 แต่การแข่งขันในครั้งนี้ก็แตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการถูกทำลายล้างด้วยอาวุธนิวเคลียร์เหมือนในยุคสงครามเย็น

สิ่งที่ทำให้ภารกิจในทศวรรษนี้แตกต่างออกไป คือ เป้าหมายของภารกิจ โดยโครงการอพอลโลถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขัน มันคือการปักธงและทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นที่สีเทาของดวงจันทร์ แต่สำหรับโครงการ Artemis เป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือนแล้วกลับ แต่คือการสร้างรากฐานโดยตั้งเป้าที่จะสร้างฐานที่มั่นบริเวณใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อเรียนรู้ สั่งสมทักษะ และเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ต่อไป นั่นคือการเดินทางสู่ดาวอังคาร

การที่มนุษยชาติใช้เวลาไปกว่าครึ่งศตวรรษในการหวนคืนสู่ดวงจันทร์ จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ไม่พร้อม แต่เป็นเพราะขาดแรงผลักดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงพอ แต่วันนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่และเป้าหมายที่ยั่งยืนกว่าเดิม มนุษยชาติก็พร้อมแล้วที่จะกลับไป ดังคำกล่าวของจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหารของนาซาที่ว่า "เป้าหมายครั้งนี้คือการอยู่ต่อ อเมริกาจะไม่ยอมทิ้งดวงจันทร์อีกต่อไป"

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง