รีเซต

ภาพถ่ายดาวเทียม NASA เผยความเปลี่ยนแปลงของแสงไฟยามค่ำคืนทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพถ่ายดาวเทียม NASA เผยความเปลี่ยนแปลงของแสงไฟยามค่ำคืนทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
TNN ช่อง16
24 พฤษภาคม 2569 ( 00:55 )

วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา นาซาเผยผลการศึกษาสำคัญหลังเก็บข้อมูลระยะยาวเกือบหนึ่งทศวรรษ ในระหว่างปี 2014-2022 ในโครงการ Black Marble ขององค์การนาซา (NASA) นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบภาพสะท้อนของกิจกรรมมนุษย์บนโลกยามค่ำคืนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนและมีพลวัตสูง

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า แม้โดยรวมแล้วโลกของเราจะสว่างขึ้นในตอนกลางคืน แต่การกระจายตัวของแสงนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนกันหมดในทุกพื้นที่ 

เทคโนโลยีเบื้องหลังการสำรวจ 

การค้นพบครั้งนี้อาศัยเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดตั้งอยู่บนกลุ่มดาวเทียม Suomi-NPP, NOAA-20 และ NOAA-21
 
โดยเทคโนโลยีของโครงการ Black Marble ถูกออกแบบมาให้สามารถกรองแสงรบกวนจากแสงจันทร์ เมฆ หิมะ และสภาพบรรยากาศออกไปได้หมด ทำให้เห็นเฉพาะแสงสว่างที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ล้วนๆ เช่น แสงไฟจากเมือง โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เรือประมง

 ความพิเศษของระบบนี้คือการประมวลผลข้อมูลแบบรายวัน ซึ่งให้ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องและละเอียดกว่าแผนที่แสงในอดีตที่มักใช้การนำภาพหลายปีมาซ้อนทับกัน การเปลี่ยนแปลงแบบ "สองทิศทาง" (Bidirectional Changes) นักวิจัยพบว่า ค่าความสว่างยามค่ำคืนทั่วโลก (Global nighttime radiance) เพิ่มขึ้นถึง 34%

แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหลายแห่งกลับมีแสงสว่างลดลง ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบสองทิศทาง ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ที่อยู่ติดกันอาจมีแนวโน้มความสว่างที่สวนทางกันได้

โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจในแต่ละภูมิภาคดังนี้

สหรัฐอเมริกา เมืองทางชายฝั่งตะวันตก (West Coast) มีความสว่างเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับจำนวนประชากรที่เติบโต ในขณะที่ชายฝั่งตะวันออก (East Coast) กลับมืดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการหันมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน (LED) และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ยุโรปความสว่างในยามค่ำคืนลดลงอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลจากมาตรการประหยัดพลังงาน นโยบายการอนุรักษ์ และการพยายามลดมลภาวะทางแสง โดยประเทศฝรั่งเศสมีความโดดเด่นอย่างมากจากความพยายามผลักดันโครงการรักษาสภาพท้องฟ้ามืด (Dark-sky initiatives)

ทวีปเอเชียและแอฟริกา กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ พื้นที่แถบซับซาฮาราของแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สว่างขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ จีนและภาคเหนือของอินเดียยังเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของแสงสว่างสูงที่สุดแห่งหนึ่ง

พื้นที่ขัดแย้งและวิกฤตเศรษฐกิจ ภาพถ่ายดาวเทียมยังสามารถจับภาพร่องรอยของสงครามและวิกฤตได้ โดยประเทศอย่าง ยูเครน เลบานอน เยเมน อัฟกานิสถาน และเวเนซุเอลา เผชิญกับภาวะแสงไฟที่ดับลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้ง ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน หรือการล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบและประโยชน์ของข้อมูล 

ข้อมูลแสงไฟยามค่ำคืนนี้ไม่ได้มีดีแค่การสร้างแผนที่ที่สวยงาม แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถติดตามการขยายตัวของเมือง การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ปัญหาไฟฟ้าดับ และรูปแบบการอพยพย้ายถิ่นฐานได้

นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหามลภาวะทางแสง (Light pollution) ที่กำลังเป็นที่กังวลในหมู่นักนิเวศวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เนื่องจากแสงประดิษฐ์ในเวลากลางคืนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและพฤติกรรมของสัตว์ เช่น นกอพยพ แมลง และเต่าทะเล รวมไปถึงการรบกวนนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ และทำให้ประชากรโลกส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นความสวยงามของดวงดาวบนท้องฟ้าได้อีกต่อไป

งานวิจัยนี้ชี้มีชื่อว่า  การเปลี่ยนแปลงของแสงไฟยามค่ำคืนบนโลกในช่วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ ปี 2014-2022 จัดทำโดยทีมนักวิจัยจากองค์การนาซา (NASA) 

แสงไฟยามค่ำคืนของโลกในปัจจุบันเป็นเสมือนแผนที่แสดงร่องรอยของมนุษย์ที่กะพริบและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองต่อสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นโยบาย และวิกฤตการณ์ระดับโลก 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง