รีเซต

วางเกมราคาน้ำมันยืนสูง PTTEP ยิลด์ปันผล 8%

วางเกมราคาน้ำมันยืนสูง PTTEP ยิลด์ปันผล 8%
ทันหุ้น
17 กรกฎาคม 2569 ( 02:30 )
16

นายปรินทร์  นิกรกิตติโกศล  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย)  จำกัด ระบุกับ “ทันหุ้น” ว่า ยังคงประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ไว้ที่ราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อในลักษณะจำกัดพื้นที่ คล้ายกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย–ยูเครน  โดยยังไม่กระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดยในส่วนปัจจัยพื้นฐานตลาดน้ำมันมีซัพพลายเพิ่มขึ้นจากการที่ OPEC+ มีมติเพิ่มโควตาการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนดีมานด์ลดลงเล็กน้อยจากรายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนของ OPEC ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2569 เหลือราว 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ แม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะทยอยขยายกำลังการผลิตจากระดับประมาณ 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอนาคต รวมถึงสามารถส่งออกน้ำมันบางส่วนโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยอุปทานที่อาจหายไปจากการปิดเส้นทางขนส่งดังกล่าวได้ทั้งหมด  

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ควรให้น้ำหนักหุ้นพลังงาน “ต้นน้ำ” โดยเฉพาะ PTTEP ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีอย่าง PTTGC และ IVL เป็นอีกกลุ่มที่น่าติดตามจากโอกาสได้รับอานิสงส์หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง

นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ด้านพลังงาน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุ ฝ่ายวิเคราะห์คงสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ประเมินว่าราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลาย แต่เชื่อว่าราคาจะไม่ปรับลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากอุปทานบางส่วนยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้เต็มที่ หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากสงครามและต้องใช้เวลาฟื้นฟู

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับการใช้ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า และจะติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยใช้ทั้งกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการบริหารราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อชะลอผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกไม่ให้สะท้อนมายังราคาขายปลีกภายในประเทศอย่างรวดเร็ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ

พร้อมกันนี้ คาดการณ์ผลการดำเนินงานหลัก (Core Earnings) กลุ่มพลังงานงวดไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มแข็งแกร่ง หนุนจาก 1.ค่าการกลั่น (GRM) ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรของกลุ่มโรงกลั่น, ราคาน้ำมันแม้ราคาจะมีความผันผวนระหว่างไตรมาส แต่โดยเฉลี่ยแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเอื้อต่อผลการดำเนินงาน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ในไตรมาส 2/2569 อยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้คาดการณ์ว่าผลประกอบการหลักของกลุ่มปิโตรเคมีจะออกมาดีเช่นกัน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุน "รอซื้อเมื่อราคาย่อตัว" (Wait for a Dip) เป็นรายตัวหลังราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับขึ้นมาใกล้มูลค่าพื้นฐาน  โดยเลือก PTT เป็นหุ้นเด่นจากกำไรที่มีเสถียรภาพและคาดจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 2 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 6-7% ขณะที่ PTTEP ยังคงโดดเด่นด้านเงินปันผลเช่นกัน โดยคาด Dividend Yield อยู่ที่ประมาณ 7-8% ส่วนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” เป็นรายตัวตามทิศทางค่าการกลั่นและราคาน้ำมัน เนื่องจากผลประกอบการมีความผันผวนสูง อาทิ SPRC และ BCP

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง