รีเซต

สนามหุ้นไม่หมู” บทเรียน 20 ปีของ “ซัน กระทรวง”

สนามหุ้นไม่หมู” บทเรียน 20 ปีของ “ซัน กระทรวง”
TNN ช่อง16
17 กรกฎาคม 2569 ( 09:58 )
15

ตลาดหุ้นอาจสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนบางคน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ใครอีกหลายคนต้องขาดทุนและออกจากตลาดไปอย่างถาวร

“ซัน กระทรวง” ผู้ก่อตั้ง Super Trader Republic เทรดเดอร์และนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมากกว่า 20 ปี เปิดเผยในรายการ Wealth Idol ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนพ่ายแพ้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องของความรู้หรือเงินทุน แต่คือ “ความเชื่อมั่นที่มากเกินไป” โดยเฉพาะความเชื่อในผู้บริหาร งบการเงิน ผลตอบแทนในอดีต หรือแม้แต่คำแนะนำจากคนใกล้ตัว

ความเชื่อมั่นมากเกินไป อาจฆ่านักลงทุนได้

ซันเปรียบเทียบว่า เมื่อเราอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก เรามักระมัดระวังตัว แต่เมื่ออยู่กับคนที่ไว้ใจ เรามักลดการป้องกันลง เช่นเดียวกับการลงทุน หากนักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัท ผู้บริหาร หรือคนใกล้ตัวมากเกินไป ก็อาจละเลยความเสี่ยงและไม่เตรียมทางออกไว้

หลายครั้งผู้บริหารอาจให้ข้อมูลหรือวาดภาพอนาคตของธุรกิจไว้อย่างสวยงาม แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่เป็นไปตามนั้น ขณะที่งบการเงินในอดีต รวมถึงประมาณการในอนาคต ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดสินใจโดยปราศจากการตรวจสอบ

แม้แต่หุ้นที่เคยจ่ายเงินปันผลสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจ่ายได้ตลอดไป หากพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยน จากบริษัทที่เคยมีกำไรกลายเป็นขาดทุน เงินปันผลก็อาจหายไป ขณะที่ราคาหุ้นอาจปรับตัวลดลงมากกว่าผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับหลายเท่า

ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรยึดติดกับความเชื่อเดิม และต้องมีแผนรับมือเสมอ หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด

ไม่สู้ในสงครามที่ไม่มีทางชนะ

อีกหนึ่งหลักคิดที่ซันใช้มาตลอด คือ “ไม่สู้ในสงครามที่รู้ว่าเสียเปรียบ”

ก่อนเข้าลงทุนทุกครั้ง เขาจะประเมินความคุ้มค่าระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน หรือ Risk to Reward Ratio โดยผลตอบแทนที่คาดหวังควรมากกว่าความเสี่ยงอย่างน้อย 3-4 เท่า

ตัวอย่างเช่น หากยอมขาดทุนได้ 1 ส่วน โอกาสในการทำกำไรควรอยู่ที่ 3, 4 หรือมากกว่านั้น หากเกมใดมีโอกาสชนะน้อย แต่ผลตอบแทนไม่คุ้มกับความเสี่ยง เขาจะไม่เข้าไปเล่นตั้งแต่ต้น

หลักการนี้ช่วยให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง เพราะแม้จะมีการขาดทุนเกิดขึ้น แต่หากทุกครั้งที่เสีย เสียน้อย และทุกครั้งที่ได้ ได้มาก ในระยะยาวก็ยังสามารถเป็นผู้ชนะได้

อ่านแนวโน้มตลาดให้ออก และรู้ว่าเมื่อไรควรอยู่เฉย ๆ

ซันแบ่งลักษณะตลาดออกเป็นหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตลาดขาขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดขาขึ้นปกติ ตลาดไซด์เวย์ ตลาดขาลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลาดพังอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงตลาดที่คาดเดาทิศทางได้ยาก

แต่ละสภาวะตลาดต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน

ในช่วงตลาดขาขึ้น นักลงทุนอาจเพิ่มน้ำหนักการลงทุน แต่หากตลาดอยู่ในภาวะขาลงหรือมีความผันผวนสูง การอยู่เฉย ๆ และถือเงินสดก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งเช่นกัน

เขาย้ำว่า เงินสดไม่ได้เน่าเสีย และนักลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนำเงินเข้าสู่ตลาดตลอดเวลา หากยังไม่เห็นโอกาสที่ตัวเองได้เปรียบ

“ถ้าตลาดยากมาก ก็ไม่ต้องเล่น แต่ถ้าตลาดง่ายและเห็นโอกาสชัดเจน จึงค่อยเพิ่มน้ำหนักการลงทุน”

คนส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะเข้าและออกผิดจังหวะ

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน คือการเข้าตลาดในช่วงที่ตลาดดี และออกจากตลาดในช่วงที่ตลาดแย่

เมื่อตลาดปรับตัวลง นักลงทุนจำนวนมากมักกลัวและไม่กล้าซื้อ แต่เมื่อตลาดฟื้นตัวและราคาปรับขึ้นมามากแล้ว จึงเริ่มกลับเข้ามาลงทุน ก่อนจะติดอยู่บนราคาสูงอีกครั้ง

บางคนซื้อหุ้นในราคา 10 บาท ก่อนราคาลดลงเหลือ 5 บาท และอดทนรอจนราคากลับมาที่ 10 บาทจึงรีบขายเพื่อเอาเงินคืน แต่เมื่อหุ้นขึ้นต่อไปที่ 20 หรือ 30 บาท กลับเข้าซื้ออีกครั้งเพราะกลัวพลาดโอกาส จนกลายเป็นติดดอยรอบใหม่

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถือสั้นหรือถือยาว แต่คือการเข้าใจ “รอบของตลาด” หรือ Market Cycle และรู้ว่าขณะนั้นตลาดกำลังอยู่ในช่วงใด

นักลงทุนต้องรับมือกับความรู้สึก “ไม่ได้ดั่งใจ”

การลงทุนเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนรู้สึกเจ็บใจ เช่น ซื้อแล้วราคาลง ขายแล้วราคาขึ้นต่อ ไม่ได้ซื้อแต่หุ้นกลับพุ่ง หรือซื้อถูกทางแต่ลงเงินน้อยเกินไป

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ การตัดสินใจก็อาจเริ่มผิดพลาด

ซันยอมรับว่า แม้จะมีประสบการณ์มานาน เขาก็ยังมีวันที่กำไรลดลงหลายล้านบาทภายในวันเดียว ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเลข ความผันผวน และความไม่แน่นอน โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้าไปควบคุมการตัดสินใจ

ตลาดไม่ได้ขึ้นหรือลงตามความรู้สึกของใคร แต่เคลื่อนไหวตามแรงซื้อ แรงขาย และปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ

บทเรียนจากการขาดทุนวันเดียว 50 ล้านบาท

ซันเล่าว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยขาดทุนประมาณ 50 ล้านบาทภายในวันเดียว และหากนับจากกำไรที่เคยมี ก่อนพลิกกลับมาเป็นขาดทุน ความเสียหายรวมสูงถึงประมาณ 120 ล้านบาท

สาเหตุสำคัญมาจากการซื้อในปริมาณที่มากเกินไป และเชื่อมั่นในเจ้าของธุรกิจมากเกินไป

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เขาใช้เวลานั่งทบทวนอยู่นานหลายชั่วโมง และคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เงินจำนวนนั้นสามารถซื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นรถ บ้าน คอนโด หรือทรัพย์สินอื่น ๆ

แต่สุดท้ายเขาตกผลึกว่า ไม่ว่าจะเสียใจหรือคิดซ้ำมากเพียงใด เงินที่หายไปก็ไม่สามารถกลับคืนมาได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงยอมรับความจริง ตัดอดีตออก และเดินหน้าต่อ

จากวันนั้น เขาจึงยึดหลักว่า อดีตแก้ไขไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งสำคัญที่สุดคือการอยู่กับปัจจุบัน และทำสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้

เทคนิคและการควบคุมอารมณ์ ต้องเดินไปพร้อมกัน

ระหว่างคนที่เก่งด้านเทคนิค กับคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ ซันมองว่า ทั้งสองเรื่องต้องเดินไปควบคู่กัน

หากนักลงทุนมีความรู้ด้านเทคนิค วางจุดซื้อ จุดขาย และจุดหยุดขาดทุนไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่กล้าทำตามแผน ความรู้ทั้งหมดก็อาจไม่มีประโยชน์

ในทางกลับกัน หากควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ พื้นฐานหุ้น แนวโน้มราคา หรือทิศทางของเงินทุน ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักลงทุนที่ดีจึงต้องเข้าใจทั้งธุรกิจ เทคนิค กระแสเงิน ผู้เล่นในตลาด และตัวเอง พร้อมมีวินัยในการทำตามแผนอย่างต่อเนื่อง

รายใหญ่ก็แพ้และติดดอยได้

แม้นักลงทุนรายใหญ่จะมีข้อได้เปรียบเรื่องเงินทุน และอาจมีอิทธิพลต่อแรงซื้อขายในหุ้นบางตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันขาดทุน

รายใหญ่บางคนอาจซื้อหุ้นในปริมาณมากจนสามารถดันราคาให้สูงขึ้นได้ แต่เมื่อถึงเวลาขาย อาจไม่มีสภาพคล่องมากพอให้ถอนตัวออกมาได้ง่าย

ยิ่งถือหุ้นจำนวนมาก เมื่อเกิดความผิดพลาด ความเสียหายก็ยิ่งสูง และอาจขายออกได้ยากกว่านักลงทุนรายย่อย

ซันจึงมองว่า นักลงทุนรายย่อยเองก็มีข้อได้เปรียบ เพราะสามารถปรับพอร์ต ตัดขาดทุน หรือออกจากหุ้นได้รวดเร็วกว่า

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง