รีเซต

“อุตสาหกรรมชิปไทย” ยังแพ้มาเลย์ เวียดนาม

“อุตสาหกรรมชิปไทย” ยังแพ้มาเลย์ เวียดนาม
TNN ช่อง16
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:23 )
5

มีการประเมินจากวิจัยกรุงศรี ถึงบทบาทหลักของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์(ชิป) “พบว่าไทยอยู่ในช่วงปลาย ของกระบวนการผลิตชิปโลก หรือที่เรียกว่ากระบวนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (ATP) โดยตัวเลขเมื่อปี 2565 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตในขั้นตอนนี้ คิดเป็นร้อยละ 2 ของกำลังการผลิตขั้นตอน ATP ทั่วโลก ซึ่งขั้นตอนการผลิตนี้มีมูลค่าเพิ่มต่ำ คิดเป็นเพียงร้อยละ 6 ของมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์โลก” เนื่องจากมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่อยู่ในช่วงต้นของห่วงโซ่ คือ กระบวนการออกแบบร้อยละ 59 และการผลิตเวเฟอร์ร้อยละ 19

“คู่แข่งไทยน่ากังวล หนีไม่พ้น มาเลเซียและ เวียดนาม”

“มาเลเซีย” ถือเป็นศูนย์กลางของขั้นตอน ATP ที่สำคัญที่สุดในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 7 ของกำลังการผลิตทั่วโลก โดยไทยยังตามหลังในด้านความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ระดับเทคโนโลยี และความสามารถของบุคลากร โดยคาดว่าในปี 2575 กำลังการผลิตของขั้นตอน ATP ของไทยจะมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1 ของกำลังการผลิตทั่วโลก

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ต่างมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น โดยกำลังการผลิตในขั้นตอน “ATP ของมาเลเซียจะเพิ่มเป็นร้อยละ 9 ส่วนหนึ่งจากการสนับสนุนของรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้าไปขยายการลงทุนอีกด้วย

“เวียดนาม” เป็นประเทศที่การผลิตขั้นตอน ATP เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในอาเซียน โดยคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มจากปัจจุบันที่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของกำลังการผลิตทั่วโลก เป็น ร้อยละ 8 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากมีการลงทุนจากบริษัทใหญ่ในขั้นตอน ATP เพิ่มมากขึ้น และเวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุน ฝีมือ และจำนวนแรงงาน

ปัญหาของไทยคือ ยังขาดแคลนวัตถุดิบแร่สำคัญที่จำเป็น และเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ เพื่อพัฒนาในระดับเชิงพาณิชย์ ขณะที่ขั้นตอนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุนั้น ส่วนมากเป็นการรับชิ้นส่วนเวเฟอร์จากต่างประเทศ มาประกอบและทดสอบ ก่อนส่งกลับออกไปยังตลาดโลกอีกครั้ง ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าแรง ค่าบริการ และต้นทุนการดำเนินงานภายในประเทศ มากกว่าจะเป็นมูลค่าทางเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญา 

 แต่ไทยยังคงมีโอกาส เพราะมีอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์เข้ามารองรับ โดยอุตสาหกรรมกลางน้ำที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตและประกอบแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive: HDD) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ดาต้าเซนเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกมากที่ใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า 

“ไทยมีสัดส่วนการผลิต PCB ที่ราวร้อยละ 4 ของการผลิตโลกซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และคาดว่าสัดส่วนการผลิตจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

ในขณะที่ไทยเป็นเจ้าตลาด HDD โดยมีสัดส่วนการผลิตเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ราว ร้อยละ 80 ของปริมาณการผลิตทั่วโลก”

 สำหรับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นโรงงานในขั้นตอนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุชิป (ATP) ซึ่งมีทั้งผู้ผลิตแบบ Integrated Device Manufacturers (IDMs) และผู้ให้บริการ Outsourced Semiconductor Assembly and Test (OSAT) ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุน และต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ

ไทยยังมีโรงงานที่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลุ่ม DAO (Discrete, Analog, and Others) เช่น ทรานซิสเตอร์ ไดโอด อุปกรณ์กึ่งตัวนำกำลัง เซนเซอร์ และไดโอดเปล่งแสง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัท เช่น Infineon, NXP, Analog Devices, Sony, HANA Microelectronics และ Stars Microelectronics 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีบริษัทที่ผลิตและประกอบ PCB ในปี 2566 ทั้งหมด 163 บริษัท ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ (สัดส่วน ร้อยละ 51) ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น อาทิ Delta Electronics, Mektec, Fujikura , Chin Poon Electronics, และ Cal-comp Electronics ซึ่งบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นกลางน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่การผลิต PCB กล่าวคือเน้นที่การผลิตและการประกอบ

ในขณะที่การผลิต HDD ในไทยนั้นประกอบไปด้วยสองบริษัทสำคัญที่ครองส่วนแบ่งหลักในตลาดโลก ได้แก่บริษัท Western Digital และ Seagate Technology ซึ่งทั้งสองเป็นบริษัทชั้นนำจากสหรัฐฯ มีโรงงานขนาดใหญ่ในหลายจังหวัดของไทย และส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก โดยไทยถือเป็นฐานการผลิต HDD ที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองบริษัท 

ถ้าไปดูโครงสร้างการค้าในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ทำให้เห็นลักษณะการผลิตแบบพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน เพื่อประกอบและส่งออกต่อเป็นหลัก 

“ปี 2567 ไทยนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวร้อยละ 2.6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากไต้หวัน จีน มาเลเซีย เวียดนาม และญี่ปุ่น  

ในฝั่งการส่งออก ไทยส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่มูลค่าราว 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 2.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตลาดสำคัญได้แก่ ฮ่องกง  สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และ ไต้หวัน” 

 

วิจัยกรุศรีมองว่า ไทยมีศักยภาพ ที่จะยกระดับบทบาทขึ้นไปสู่การเป็นผู้ผลิต และออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ในขั้นต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยทงวิจัยกรุงศรีได้ประเมินสถานะเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในเวทีโลก โดยการวิเคราะห์ SWOT Analysis ผ่านการประเมิน จุดแข็ง (Strength: S) จุดอ่อน (Weaknesses: W) โอกาส (Opportunities: O) และ ภัยคุกคาม (Threats: T) 

 “จุดแข็ง”  ไทยมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานขั้นกลาง-ปลายน้ำที่แข็งแกร่ง ทั้งการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ การอุตสาหกรรมกลางน้ำที่แข็งแกร่งอย่าง PCB และปลายน้ำอย่าง HDD / นอกจากนี้ BOI ได้เพิ่มการส่งเสริมการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาทั้งการยกเว้นภาษี และการส่งเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจในหลาย โดยล่าสุด BOI ได้ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุนในขั้นต้นน้ำมากขึ้น / และไทยมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ 

“จุดอ่อน” ไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ /ไทยยังขาดแคลนผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ /ไทยขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง 

“โอกาสไทย” มาจากการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดทางการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ‑จีน ทำให้บริษัทหลายแห่งมองหาการลงทุนในอาเซียนรวมถึงไทย  / รวมถึงโอกาสจาก อุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย PwC คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ต่อปี ในช่วงปี 2567-2573 ตรงนี้ทำให้นักลงทุนมองหาแหล่งลงทุนเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการ

“ภัยคุกคาม” มาจาความเสี่ยงจากการควบคุมการส่งออกแร่สำคัญของรัฐบาลจีน อาจทำให้ห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์หยุดชะงักได้ในอนาคต ส่งผลต่อไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ/ ความเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯ พิจารณาว่าเป็นสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน นำไปสู่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยยังคงเน้นการผลิตในขั้นกลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง