สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน จับตาก้าวยาก “รัสเซีย” เวที “ปูติน” ช่วยเหลือพันธมิตร ?

“รัสเซีย” เป็นทั้งพันธมิตรและผู้สนับสนุนหลักของ “อิหร่าน” มานานหลายทศวรรษ รัสเซียช่วยป้องกันอิหร่านจากมติคว่ำบาตรของสหประชาชาติและชาติตะวันตก รวมถึงรัสเซียยังเป็นผู้ค้าอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประณามสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานทั้งหมดของศีลธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตนายกรัฐมนตรีของปูติน เรียกประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “ผู้รักษาสันติภาพที่เพิ่งแสดงใบหน้าที่แท้จริงออกมา”
แม้ว่ารัสเซียจะประณามการทำสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านที่เข้าสู่วันที่ 5 แล้วในขณะนี้ แต่รัสเซียก็เตรียมความพร้อมที่จะได้รับผลประโยชน์จากสงครามในครั้งนี้ อย่างน้อยคือโลกอาจหันมาพึ่งพา “น้ำมันรัสเซีย” และจะทำให้รัสเซียเพิ่มรายได้จากการขายน้ำมันในที่สุด
- “น้ำมันรัสเซีย” จะเป็นที่ต้องการหลังจากนี้ ?
รัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ส่งออกไปยังหลายสิบประเทศเพื่อแปรรูปในโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขา แต่การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาต้องหยุดชะงักจากเหตุสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา
การระงับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านหมายความว่า โรงกลั่นน้ำมันที่ออกแบบมาเพื่อแปรรูปน้ำมันดิบชนิดหนักจะต้องหันไปพึ่งพา “น้ำมันอูราล” จากรัสเซียแทน โดย อีการ์ ทิชเควิช นักวิเคราะห์การเมืองซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเคียฟ ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า น้ำมันรัสเซียจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะการปรับปรุงกระบวนการทางเทคโนโลยีของโรงกลั่นน้ำมันต้องใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง และยังหมายความว่าส่วนลดราคาน้ำมันรัสเซียจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ทิชเควิชกล่าวเพิ่มเติมว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อไป รัสเซียอาจเสนอเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน ซึ่งการเพิ่มการผลิตน้ำมันของรัสเซียจะช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
-รัสเซียเป็น “ตัวกลาง” ไกล่เกลี่ยสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้หรือไม่ ?
ผลประโยชน์ที่รัสเซียอาจได้จากการสงครามอิหร่านครั้งนี้คือรัสเซียอาจพยายามในการทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยให้เกิดการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
อีการ์ ทิชเควิช นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า ความพยายามนี้เคยถูกลองมาแล้วหลายครั้งในช่วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้จะไม่ได้ผลเสมอไปแต่รัสเซียก็สามารถลองที่เข้ามาในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้งได้
โดยในเดือนมีนาคม ปี 2025 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอีก 3 เดือนต่อมา รัสเซียก็ย้ำข้อเสนอเดิมอีกครั้งในช่วงที่เกิดการโจมตีของอิสราเอลที่มีสหรัฐฯ ให้ความร่วมมือ ในอิหร่านระหว่างสงคราม 12 วัน แต่สหรัฐฯ เพิกเฉยต่อข้อเสนอของปูตินทั้ง 2 ครั้ง
ความขัดแย้งกับอิหร่านยังทำให้ทรัมป์ต้องเบี่ยงเบนความสนใจจากความพยายามผลักดันข้อตกลงยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง ซึ่งเข้าสู่ปีที่ห้าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งในกรณีของรัสเซียและยูเครนเอง การเจรจาได้หยุดชะงัก เนื่องจากรัสเซียยังคงเรียกร้องให้ยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่บางส่วนของแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน และในขณะที่ความสนใจของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่น ๆ หันไปมุ่งที่สงครามกับอิหร่าน รัสเซียก็จะมีเวลาหลายสัปดาห์ในการจัดทำวาระใหม่เพื่อเสนอต่อทรัมป์
รุสลาน สุไลมานอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและนักวิจัยสมทบแห่งสถาบัน New Eurasian Strategies Center ของสหรัฐฯ–สหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับตัวเลือกที่ยากระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เมื่อรัสเซียจะต้องเลือกระหว่างสองประเทศนี้ และสำหรับปูตินมันเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับเขา เพราะในทางหนึ่งปูตินไม่ต้องการแตกหักกับทรัมป์ แต่ในอีกทางหนึ่ง อิหร่านคือพันธมิตรในต่างประเทศของรัสเซียที่เหลืออยู่ไม่มากในขณะนี้ เช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งตัวเลือกที่ยากลำบากสำหรับรัสเซียคือการเลือกระหว่างอิสราเอลและอิหร่านด้วย เนื่องจากรัสเซียยังต้องการรักษาความร่วมมือเชิงปฏิบัติการกับอิสราเอล
สุไลมานอฟ กล่าวด้วยว่า ที่จริงแล้วรัสเซียสามารถใช้การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการนำเหตุสังหารคาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านไปใช้เป็นตัวอย่างของ “การหักหลังโดยชาติตะวันตก” และรัสเซียอาจบอกในลักษณะว่าชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ ทำเช่นนี้ได้ แต่รัสเซียไม่สามารถทำได้ ซึ่งในกรณีนี้ สุไลมานอฟหมายถึงการลอบสังหารประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ไม่ประสบความสำเร็จ สุไลมานอฟกล่าวด้วยว่า สถานการณ์นี้ยังเป็นการโจมตีต่อภาพลักษณ์ของปูตินที่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลือพันธมิตรของเขาได้จริง
เพราะจนถึงขณะนี้ ปูตินได้สูญเสียพันธมิตรหลักไปแล้ว 2 คน คือ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ที่หลบหนีมายังกรุงมอสโก และการจับตัว มาดูโร ไปยังสหรัฐฯ ทำให้พันธมิตรของรัสเซียกับเวเนซุเอลา สิ้นสุดลงในที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
