"ไทยเนื้อหอม" ในศึกหุ่นยนต์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยว่า ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทชั้นนำจากจีน 5 ราย ในการลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้ว ของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ หรือ ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง
ถือเป็นการผลิตนอกจีนครั้งแรกของทั้ง 5 บริษัท โดยมีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission
บริษัท Beite Technology
บริษัท Sanhua Intelligent Drives
บริษัท Tuopu Technology
และ บริษัท Xusheng Group
บริษัทเหล่านี้ มีลูกค้าหลักคือ Tesla รวมถึงการผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่น ๆ เช่น Apple, Samsung และ Huawei เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านี้ คุณ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมอีกในเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต
การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันบนสมรภูมิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ของบริษัทยักษ์ใหญ่โลก และเป็นศึกชิงความเป็นผู้นำระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา ในเรื่องนี้
โดยผู้ผลิตรายสำคัญที่เป็นข่าวมาต่อเนื่องจากฝั่งอเมริกา ก็คือ Tesla ที่ถูกมองว่ากำลังลดบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้า และหันมาให้ความสำคัญกับ ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ มากขึ้น
มีรายงานว่า Tesla ได้เริ่มเดินสายการผลิต Optimus Gen 3 อย่างเป็นทางการแล้วที่โรงงาน Fremont ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการผลิตแบบ mass production หรือผลิตจำนวนมาก แต่ในระยะแรก จะเน้นผลิตเพื่อใช้งานภายในโรงงานของ เทสลา เอง เป็นหลักก่อน
ซึ่ง Optimus Gen 3 เป็นดีไซน์แรกที่ถูกพัฒนามาเพื่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถทำงานได้ตั้งแต่งานโรงงานไปจนถึงการดูแลเด็ก
ส่วนการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภายนอก หรือการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ Elon Musk ซีอีโอ Tesla คาดการณ์ว่าจะเริ่มส่งมอบให้กับบริษัทภายนอก ได้ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 โดยจะเน้นไปที่กลุ่มพันธมิตรทางอุตสาหกรรม
และช่วงปลายปี 2027 เป็นต้นไป จะเป็นการจำหน่ายให้แก่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป
โดย Elon Musk กล่าวในงาน World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมี หุ่นยนต์ Optimus ทำงานง่าย ๆ ในโรงงานอยู่แล้ว และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะสามารถทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ยังคงถูกใช้งานในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมก่อน
โดยภายในสิ้นปีหน้า (2027) คาดว่าจะเริ่มขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้กับสาธารณชนได้ และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่มั่นใจแล้วว่า สามารถไว้วางใจได้ในเรื่องความปลอดภัยสูง มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายและสามารถสั่งให้ทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ
ในขณะที่จีนเอง รุกคืบในเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพื่อครอบครองอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เอไอ
วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เกิดขึ้นจำนวนมากในจีน ตั้งแต่ เซินเจิ้น ไปจนถึง ซูโจว ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 140 แห่ง และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัยระบบนิเวศซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่กว้างขวาง และบุคลากรวิศวกรที่มีความสามารถ
หลายบริษัทเริ่มผลิตในระดับอุตสาหกรรม และนำไปสู่การใช้งานจริงทั้งในโรงงาน โรงแรม และสำนักงาน
โดยมี รัฐบาลจีนเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของอุตสาหกรรม ตั้งเป้าหมายเป็นเบอร์ 1 ด้าน Embodied AI หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เอไอ ภายใน 5 ปี ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นต่างพากันเสนอสิทธิประโยชน์มากมาย รวมถึงเงินทุน ซึ่งตามการคำนวนของ Morgan Stanley พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2024 ทั้ง ปักกิ่ง เซิ่นเจิ้น และเมืองอื่น ๆ ได้จัดตั้งกองทุน เป็นมูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่ออัดฉีดเงินทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ยังเป็นกลุ่มผู้เริ่มใช้รายแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในพิพิธภัณธ์, งานแสดงในอีเวนต์ต่างๆ และตามท้องถนนในฐานะ Robocops เพื่อควบคุมจราจร ซึ่งการปรับใช้ในงานเหล่านี้ ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ สามารถสร้างตลาด และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อ โดยจ่ายเงินคืนประมาณร้อยละ 10 ของราคาหุ่นยนต์ เพื่อลดอุปสรรคสำหรับลูกค้าที่ต้องการทดลองใช้งาน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นการเดินตามรอยความสำเร็จที่จีนเคยสร้างไว้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นฝั่งผู้ซื้อ จนปัจจุบัน จีนมีผู้ผลิตรถยนต์ อีวี ที่โดดเด่นที่สุดในโลกหลายราย
วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า แรงขับเคลื่อนของจีน ก่อให้เกิดความกังวลของผู้กำหนดนโยบายและผู้นำเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า ทำเนียบขาว กำลังร่างคำสั่งประธานาธิบดี ที่มุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของอเมริกา และหนึ่งในความกังวลของสหรัฐฯ คือ บริษัทหุ่นยนต์สัญชาติอเมริกันจำนวนมากต้องพึ่งพาซัพพลายเชนของจีน
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำในด้านสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ โมเดล เอไอ พื้นฐาน ที่ทำหน้าที่เป็นสมองของหุ่นยนต์ ซึ่งบริษัทอย่าง Tesla, Boston Dynamics และ Agility Robotics มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ด้วยการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยจากค่าย Nvidia และ Google
ขณะที่ จีนมีความได้เปรียบ ในด้านซัพพลายเชนที่กว้างขวาง ผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานของหุ่นยนต์ ตั้งแต่เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงส่วนประกอบอื่น ๆ และการจัดหาชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดได้ในท้องถิ่น ทำให้บริษัทจีนสามารถปรับเปลี่ยนการออกแบบได้ง่าย และมีต้นทุนต่ำ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วกว่า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
