"ไทย" ยืนหนึ่งฮับ EV อาเซียน ค่ายรถจีนลงทุนกว่า 5,000 ล้าน

ขณะที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง และเป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้บริโภคในภาวะน้ำมันแพง แต่สำหรับประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก่อนหน้านี้ ในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของโลก จึงกำหนดนโยบาย 30@30 ขึ้นมา โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ หรือคิดเป็นประมาณ 725,000 คัน จากกำลังการผลิตรวมราว 2.5 ล้านคัน ซึ่งก็ถือเป็นเป้าหมายที่ไม่ง่ายนัก
การขับเคลื่อนนโยบายนี้ รัฐบาลเดินเกมแบบครบทั้งระบบ ทั้งฝั่งการลงทุนและการกระตุ้นตลาดไปพร้อมกัน ด้านการลงทุน มีการส่งเสริมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญ ขณะที่ฝั่งผู้บริโภค ก็มีมาตรการจูงใจ เช่น เงินอุดหนุน การลดอากรนำเข้า และการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อเร่งให้เกิดการใช้งานจริงให้มากขึ้น
ตัวเลขล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปแล้ว รวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
ซึ่งหากแยกดูรายละเอียด จะพบว่า การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบตเตอรี่ จำนวน 54 โครงการ มูลค่าราว 79,473 ล้านบาท รองลงมาคือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 21 โครงการ มูลค่า 40,449 ล้านบาท ส่วนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น มอเตอร์ ระบบควบคุม และอุปกรณ์ไฟฟ้า มี 45 โครงการ มูลค่า 10,002 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มี 32 โครงการ มูลค่า 6,066 ล้านบาท
เงินลงทุนเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และยุโรป สะท้อนให้เห็นว่า ไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และกำลังถูกจับตามองมากขึ้นในเวทีโลก โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้หลายประเทศมองหาฐานการผลิตที่มีความเสถียรมากกว่า ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น
โดย ยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นหนึ่งในแกนหลักที่ BOI จะเดินหน้าผลักดันต่อเนื่อง ซึ่งคุณ นฤตม์ ระบุว่า มี 3 เรื่องเร่งด่วนที่เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ การทำให้มาตรการสนับสนุน EV มีความต่อเนื่องในทุกเซกเมนต์, การออกมาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่เริ่มชะลอ และการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localization) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ยังคงเดินหน้าเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็น MG ที่เข้ามาทำตลาดในไทยค่อนข้างนานแล้ว และมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 30,000 ล้านบาท
BYD ที่ลงทุนราว 36,000 ล้านบาท รวมถึง Great Wall Motor ที่ลงทุนประมาณ 20,000–22,000 ล้านบาท
ด้าน GAC Aion ลงทุนราว 6,000–7,000 ล้านบาท และ Changan Automobile ที่เข้ามาด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 9,800 ล้านบาท
โดยผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างวางบทบาทให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตนอกประเทศจีน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังตลาดภูมิภาคและตลาดโลก
ล่าสุด Chery Group ถือเป็นอีกค่ายที่เพิ่งเปิดโรงงานในไทยอย่างเป็นทางการ ร่วมมือกับ OMODA & JAECOO Thailand ลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี
สำหรับโรงงาน ในไทยของ เชอรี่ กรุ๊ป นั้น ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว รถรุ่นแรกที่มีแผนเริ่มการผลิตคือ JAECOO 5 EV ก่อนจะทยอยขยายไปยังรุ่นอื่น ๆ ในระยะถัดไป ตามความพร้อมของสายการผลิต
คุณ Cedric Cui ประธาน เชอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ มีแผนดำเนินธุรกิจระยะยาวในไทย โดยไม่ได้มองเพียงการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ตั้งแต่คุณภาพสินค้า การจัดหาอะไหล่ การบริการหลังการขาย ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร
สำหรับทิศทางธุรกิจในไทย จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ เชอรี่ ที่เน้นตลาดครอบครัวผ่านรถ บีอีวี และ พีเอชอีวี ขณะที่ โอโมดา และ เจคู จะเน้นภาพลักษณ์ด้านนนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ในกลุ่มครอสโอเวอร์ ส่วน LEPAS จะเข้ามาเติมเต็มทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครบ 210 แห่งภายในปีนี้ ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านบุคลากร ผ่านโครงการพัฒนาทักษะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา ไปจนถึงแรงงานในอุตสาหกรรมและคนรุ่นใหม่
สำหรับ เชอรี่ กรุ๊ป ในตลาดโลกนั้น มีเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาอยู่ 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์กว่า 300 ราย และเครือข่ายการขายและบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกสะสมทะลุ 6 ล้านคัน และสามารถทำยอดส่งออกเกิน 100,000 คันต่อเดือนต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคม มียอดส่งออกอยู่ที่ 148,777 คัน เติบโตถึงร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การขยายธุรกิจในต่างประเทศยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยในยุโรป เชอรี่ เข้าไปทำตลาดแล้วมากกว่า 18 ประเทศ และในกลุ่มประเทศพวงมาลัยขวาครอบคลุมกว่า 14 ประเทศ พร้อมกับสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
