รีเซต

ถึงเวลา "ซื้อ" อย่างมีสติ บอกลาเทรนด์ "ของมันต้องมี" เมื่อเศรษฐกิจกดดันชีวิต ทุกบาทต้องคุ้มค่า

ถึงเวลา "ซื้อ" อย่างมีสติ  บอกลาเทรนด์ "ของมันต้องมี" เมื่อเศรษฐกิจกดดันชีวิต ทุกบาทต้องคุ้มค่า
TNN ช่อง16
7 มกราคม 2569 ( 08:00 )
14

ก้าวสู่ยุคใหม่คนไทย "ซื้อ" อย่างมีสติ  บอกลาเทรนด์ "ของมันต้องมี" เมื่อเศรษฐกิจกดดันชีวิต ทุกบาทจึงต้องคุ้มค่า 


ถามตัวเราเอง ใครเป็นบ้างชอบของลดราคา ชอบของจัดโปร ยิ่งเสื้อผ้าถ้าร้านไหนมีเซลล์ 50 % คนก็จะแน่นร้าน  บางอย่างซื้อมาก็ไม่ได้ใช้ ไม่ได้ใส่ แต่ซื้อเพราะมันลด ซื้อเพราะมันคุ้ม แต่วันนี้หลายคนบอกว่าเลิกหมดแล้วพฤติกรรมแบบนี้ เห็นของลดราคา ก็ไม่ตกเป็นเหยื่อรีบคว้าอีกต่อไป  


คนไทยยุคใหม่กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ ยุคแห่ง "Mindful Consumption" หรือ การบริโภคอย่างมีสติ เป็นเทรนด์ชอปปิงประจำปี 2026 เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 


จากเดิมการซื้อสินค้าต้องคำนึงถึงราคาเป็นหลัก เช่น ถูกกว่า คือ ดีกว่า ต้องซื้อเท่านั้น หรือชอปแต่ของลดราคา มาสู่ยุคของเป็นการซื้ออย่างมีสติ ที่เราต้องถามตัวเองก่อนว่าของชิ้นนี้ให้อะไรกับเรา ตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร จำเป็นแค่ไหน เพราะคุณค่าที่ได้รับเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่าราคา 


ข้อมูลเชิงลึกจาก The 1 Insight ชี้ชัดว่า การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกว่า 58% ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดย 2 แกนหลัก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต ประกอบไปด้วย


1. คุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) ไม่ใช่แค่ราคาถูก ซึ่งนิยามของสิ่งที่เรียกว่า "คุณค่า" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน คนแต่ละกลุ่มแต่ละช่วงวัยมองหาคุณค่าที่แตกต่างกัน  


Gen Z & Y (The Self-Expressionists)

ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าสินค้า” ที่สะท้อนตัวตน แบรนด์เฉพาะกลุ่ม (Niche) สังเกตได้จากการใช้จ่ายเติบโตในแบรนด์แฟชั่นใหม่ ๆ สังเกตจากการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นไทย/เกาหลีรุ่นใหม่ และสินค้าที่มีเอกลักษณ์


กลุ่มครอบครัวที่มีลูก

ให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่อลูก” การใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงการมองหา Family Solution สถานที่ที่รวมทุกอย่างสำหรับพ่อแม่และลูก (การศึกษา, แฟชั่น, ร้านอาหาร, ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกาย) ไว้ในที่เดียว


Gen X และ Baby Boomers

เพิ่ม “การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ”เชิงป้องกันเพื่อนำไปสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity) หมวดยอดนิยมที่มีการเติบโตชัดเจน ได้แก่ สปาเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส และวิตามินและอาหารเสริม เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ คุณค่าสูงสุดคือ "เวลาและคุณภาพชีวิต" ที่เหลืออยู่



2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness) คือรากฐานใหม่ และกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของทุกช่วงวัย ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเติบโตสูงขึ้นอย่างชัดเจน


สุขภาพไม่ใช่เพียงแค่ "ตัวเลือก" หรือกระแสเท่านั้น แต่สำหรับวันนี้มันคือ เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคตัดสินใจยอมจ่ายเงินทุกอย่างเพื่อแลกมา  ไม่ว่าจะเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ยอดซื้อกลุ่ม Healthy Food & Beverages เติบโตกว่า 2 เท่า สินค้ากลุ่มตัวช่วยเสริม หมวดวิตามินและอาหารเสริม เติบโตสูงกว่า 5 เท่า


Active Lifestyle สินค้าเพื่อการออกกำลังกาย/Activewear (เช่น รองเท้าวิ่ง ชุดออกกำลังกาย) ยอดขายพุ่งสูง หมวดความงามและดูแลตนเอง โดยเฉพาะ Skincare, Beauty Spa และ Fitness เติบโตต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น 2 เท่า นี่คือการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดใน "สวัสดิภาพของตนเองและคนที่รัก"


นอกจากเรื่องคุณค่าของสินค้า สิ่งที่คนพิจารณามากขึ้น คือ สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ได้รับ เทรนด์การซื้อของอย่างมีสติ ทำให้คนมองถึงสิ่งที่เราจะได้รับเพิ่มมากกว่าสินค้าหนึ่งชิ้นหรือการซื้อหนึ่งครั้งด้วย ทั้งในแง่ของ Experience และ Loyalty หรือการสะสมพ้อยท์ การแลกแต้มต่างๆ  หรือ Service พิเศษที่แถมมา ทำให้คนรู้สึกว่าได้รับ สิทธิประโยชน์และบริการที่เหนือกว่า ดังนั้นการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวจะเริ่มล้าสมัยไป  


นอกจากนี้ข้อมูลจาก the 1 insight ยังย้ำชัดด้วยว่ากระแสของ Mindful Consumption ไม่ใช่แค่แฟชั่น ที่ผ่านมาแล้วจากไปไว  เพราะปัจจัยจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และจะยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตจริงๆ เท่านั้น  คิดก่อนซื้อ ใช้เงินอย่างมีสติ จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่ววูบที่เข้ามาแล้วหายไป แต่มันคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ผู้บริโภคไทยกำลังมองว่า ทุกการใช้จ่ายคือการลงทุนให้กับชีวิต ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนความภักดี (Loyalty) ของสินค้า และทิศทางของการใช้จ่ายในยุคถัดไป


โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ข้อมูลทุกอย่างเข้าถึงได้ง่าย เราจะซื้ออะไรสักหนึ่งชิ้น สามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันที จากหน้าร้านไปถึงออนไลน์ และอ่านรีวิวประกอบได้ด้วย ทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าของแบรนด์ กำลังมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และยังสามารถเลือกสินค้าที่คุ้มค่าสูงสุดในนิยามของตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น ราคาสินค้าเท่ากันในสองร้าน แต่อาจจะเลือกร้านที่ได้พ้อยท์ ได้คะแนน หรือของแถม 



ซื้ออยากมีสติ เพราะเงินหายาก เพราะเศรษฐกิจไม่แน่นอน นี่คือ สิ่งที่ชัดเจนว่าคนไทยกำลังรู้สึกในปีนี้


ผลสำรวจล่าสุด เรื่อง  ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) 2568 จาก ยูโอบี ประเทศไทย และ Boston Consulting Group (BCG) เปิดเผยให้เห็นว่าคนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยผลสำรวจพบว่าคนไทย 39% มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน แต่ยังคงมีการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ


ข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ระบุว่า ปี 2568  คนไทยกู้เงินผ่านบัตรเครดิตลดลง เหลือ 38% จากปีก่อน 49% เพราะรายได้โตน้อย แล้วหันไปยืมครอบครัว-เพื่อฝูง แทน โดยที่ผ่านมาหนี้เสียเพิ่มขึ้นทำให้คนขาดเครดิตและหันไปหยิบยืมแบบไม่เป็นทางการ


ท่ามกลางข้อมูลที่พบว่าคนไทย 44 % มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ยังพบว่ามีคนเกินกว่าครึ่งที่ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท


ขณะเดียวกันคนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และมีการปรับตัว โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์  เป็นการใช้เงินเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ แต่ก็ต้องพร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง