นิวเคลียร์ ความมั่นคง ปกป้องคนอเมริกัน? ย้อนดูเหตุผล "ทรัมป์" ใช้ข้ออ้างอะไร ทำ "สงครามตะวันออกกลาง"

นิวเคลียร์ ความมั่นคง ปกป้องคนอเมริกัน? ย้อนดูเหตุผล "ทรัมป์" ใช้ข้ออ้างอะไร ทำ "สงครามตะวันออกกลาง"
เปิดเหตุผลและคำอธิบายของผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการตัดสินใจร่วมกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังจากก่อนหน้านี้มีความพยายามเจรจากันหลายรอบ แต่สุดท้ายการพูดคุยไม่สามารถหาข้อยุติได้ และสถานการณ์กลับพลิกเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ของภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วงเวลานี้
เหตุการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่ความสูญเสียระดับผู้นำ เมื่อมีรายงานว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะขยายตัวไปไกลแค่ไหน
สิ่งสำคัญคือเราต้องทำความเข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก รวมถึงผลกระทบที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจโลก และในที่สุดอาจมาถึงเศรษฐกิจไทยด้วยเช่นกัน
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน และสถานการณ์นี้จะพาเศรษฐกิจโลกไปในทิศทางใด
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีต่อเป้าหมายในอิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกแถลงผ่านวิดีโอในแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “กำจัดภัยคุกคามเร่งด่วน” จากระบอบการปกครองในอิหร่าน และเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยมีการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลายแห่งในอิหร่าน ขณะที่ฝ่ายอิหร่านได้ตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และมีรายงานว่าฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 4 แห่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีตอบโต้
สถานการณ์ยกระดับมากขึ้นเมื่ออิสราเอลเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหาร โดยมีการโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ต่อมา สื่อของรัฐบาลอิหร่าน เช่น Press TV และ IRNA รายงานตรงกันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ
รัฐบาลอิหร่านจึงประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน และสั่งหยุดราชการเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะผู้นำสูงสุดของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางการเมือง แต่ยังเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางศาสนาและโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในระดับนี้ คำถามสำคัญจึงตามมาทันทีว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงตัดสินใจเดินเกมที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งมีการเจรจากันถึงรอบที่สามในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และตัวของทรัมป์เองก็เคยประกาศในช่วงหาเสียงว่าอยากเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ”
คำอธิบายจากรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถแบ่งออกเป็นเหตุผลหลัก 3 ประการ
1. เหตุผลแรกที่ทรัมป์ย้ำชัด คือประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านกำลังพยายามฟื้นฟูโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าก่อนหน้านี้การโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา จะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างน้อย 3 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงในเวทีโลก เพราะหน่วยงานอย่างทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเคยประเมินว่า อิหร่านได้ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ไปตั้งแต่ปี 2003 แล้ว
นอกจากนี้ อิหร่านยังเป็นภาคีของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT ซึ่งอนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ด้านพลังงานและพลเรือนได้
จุดนี้จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ว่าการประเมินภัยคุกคามของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเป็น “ภัยเร่งด่วน” นั้นมีน้ำหนักมากเพียงใด และมีข้อมูลข่าวกรองรองรับมากแค่ไหน
2. เหตุผลที่สอง ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการอธิบายการโจมตี คือโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านกำลังเพิ่มศักยภาพด้านขีปนาวุธ ซึ่งอาจสามารถคุกคามฐานทัพสหรัฐฯ ในยุโรปและตะวันออกกลางได้ และในระยะยาวอาจมีพิสัยไกลพอที่จะเข้าถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกหรือหลักฐานต่อสาธารณะ แต่ประเด็นนี้ถูกใช้เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงโดยตรงในการอธิบายการตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางทหาร
3. เหตุผลที่สาม คือการปกป้องพลเมืองอเมริกันและประเทศพันธมิตร ทรัมป์ได้อ้างถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เช่น วิกฤตตัวประกันในปี 1979 เหตุระเบิดค่ายทหารสหรัฐฯ ในกรุงเบรุตเมื่อปี 1983 และเหตุโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังกล่าวหาอิหร่านว่าสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค รวมถึงกลุ่มฮามาส ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าระบอบการปกครองในเตหะรานเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อความมั่นคงของภูมิภาคและพันธมิตรของสหรัฐฯ
แม้ฉากหน้าของเหตุการณ์จะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง แต่สิ่งที่สะเทือนทันทีคือเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน
หลังจากการโจมตีเริ่มขึ้นเพียงวันเดียว ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที และแตะระดับสูงสุดในรอบประมาณ 6 เดือน เพราะอิหร่านเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC และยังตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ข้อมูลจากตลาดพลังงานระบุว่า น้ำมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทางทะเลทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดในพื้นที่นี้ ตลาดพลังงานจะตอบสนองทันที
ในช่วงที่การสู้รบเริ่มต้น เจ้าหน้าที่ภารกิจของกองทัพเรือสหภาพยุโรปเปิดเผยว่า เรือพาณิชย์หลายลำได้รับการติดต่อจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่ายังไม่มีคำสั่งปิดอย่างเป็นทางการก็ตาม
สถานการณ์ลักษณะนี้ทำให้เส้นทางเดินเรือถูกจำกัดโดยปริยาย และส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดพลังงานทั่วโลกทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น แม้ว่าการผลิตน้ำมันจริงจะยังไม่ได้หยุดชะงัก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก เพราะน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องผ่านเส้นทางนี้ไปยังตลาดโลก หากเส้นทางนี้ถูกปิด หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกปิด ตลาดจะเริ่มตั้ง “ราคาความเสี่ยง” เพิ่มเข้าไปทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง
ผลกระทบจากสถานการณ์นี้ยังขยายไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ประเด็นแรก คือราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายประเทศ
ประเด็นที่สอง คือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ทั้งที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินหลังจากผ่านช่วงเงินเฟ้อสูงในช่วงก่อนหน้า
ประเด็นที่สาม คือความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนจำนวนมากเริ่มย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ภูมิภาคที่ได้รับแรงกดดันมากเป็นพิเศษคือยุโรป เพราะหลายประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการบินก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สายการบินหลายแห่ง เช่น Lufthansa และ KLM ประกาศระงับหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบินในตะวันออกกลางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมการบินที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดจึงต้องเผชิญแรงกดดันรอบใหม่
จากตะวันออกกลาง ผลกระทบเหล่านี้สามารถส่งต่อมายังประเทศไทยได้เช่นกัน
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือด้านพลังงาน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนนำเข้าพลังงานของไทยก็จะเพิ่มขึ้นทันที
ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะส่งต่อไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าอาหาร และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งคือค่าเงินบาท หากนักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงและย้ายเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ เงินบาทอาจอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าของไทยสูงขึ้นอีก
ส่วนตลาดหุ้นไทยก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่กลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก เช่น สายการบิน การขนส่ง และการท่องเที่ยว อาจต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ในภาพรวม หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัว เนื่องจากความไม่แน่นอนสูงขึ้น นักลงทุนอาจชะลอการลงทุน บริษัทอาจเลื่อนแผนขยายธุรกิจ และผู้บริโภคอาจลดการใช้จ่าย
ผลกระทบเหล่านี้สามารถส่งต่อมายังเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางการค้า เพราะทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ ต่างเป็นตลาดสำคัญของการส่งออกไทย
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางจากหลายปัจจัย ทั้งระดับหนี้ที่สูง เงินเฟ้อที่เพิ่งเริ่มชะลอลง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค
การเปิดแนวรบใหม่ในตะวันออกกลางจึงเหมือนกับการเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีกชั้นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจโลก
หากถามว่าทำไมสหรัฐฯ จึงยอมรับความเสี่ยงสูงจากการตัดสินใจครั้งนี้ คำอธิบายสั้นๆ คือรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า ต้นทุนของการ “ไม่ทำอะไรเลย” อาจสูงกว่าการลงมือดำเนินการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเชื่อว่าอิหร่านกำลังเข้าใกล้ศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธข้ามทวีปมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการเดิมพันด้านนโยบายต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทรัมป์ เพราะหากสถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ ผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอาจย้อนกลับไปกดดันสหรัฐฯ เองด้วยเช่นกัน
ในภาพใหญ่ของโลกวันนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือระดับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การโจมตีอิหร่านอาจดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทย แต่ในระบบเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ผลกระทบสามารถเดินทางมาถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มในกรุงเทพได้เช่นกัน
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสถานการณ์นี้จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลานี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
