มือถือโลกทรุด! ชิปขาดแคลน พิษสงครามซ้ำเติม

รายงานของ International Data Corporation หรือ IDC ระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลก ในไตรมาส 1 ปี 2026 อยู่จำนวนประมาณ 289 ล้าน 7 แสนเครื่อง ลดลงร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการยุติแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง 10 ไตรมาสติดต่อกัน นับตั้งแต่กลางปี 2023 ปัจจัยกดดันสำคัญเกิดจากภาวะการขาดแคลนชิปหน่วยความจำ ประกอบกับสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งบั่นทอนการเติบโตของตลาดในปีนี้
Nabila Popal ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสด้านอุปกรณ์ผู้บริโภคทั่วโลก ของ IDC ระบุว่า ตลาดสมาร์ตโฟนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างมาก จากแรงกดดันหลักจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งปริมาณการจัดส่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภค
โดยอุปทานที่ตึงตัว ทำให้ผู้ผลิตต้องลดปริมาณการจัดส่ง ขณะเดียวกัน ราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นยังผลักดันต้นทุนการผลิตให้เพิ่มขึ้น จนหลายแบรนด์จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่มีการปรับขึ้นราคาไปแล้ว ราวร้อยละ 40–50 ส่งผลให้ผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา ชะลอการตัดสินใจซื้อชัดเจน
เพื่อลดแรงกดดันดังกล่าว ผู้ผลิตจึงเร่งควบคุมต้นทุน ทั้งการลดงบการตลาด ลดการสนับสนุนช่องทางจำหน่าย รวมถึงการปรับลดสเปกสินค้า อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับยิ่งกดดันการขยายตัวของตลาดในภาพรวม
ปีนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ผลิตต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ท่ามกลางต้นทุนชิ้นส่วน พลังงาน และโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มตลาด และกดดันอุปสงค์ของสมาร์ตโฟนทั่วโลก
ทั้งนี้ ก่อนการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง IDC เคยออกรายงานคาดการณ์ ตลาดสมาร์ตโฟนโลกปี 2026 ระบุว่า ตลาดฯ จะเผชิญกับการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุด โดยคาดว่า ยอดจัดส่งจะลดลงเหลือ 1.12 พันล้านเครื่อง ลดลงในอัตราร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง
ทั้งระบุว่า การหดตัวครั้งนี้จะกระทบกับผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ระดับล่างมากที่สุด ขณะที่ Apple และ Samsung มีแนวโน้มจะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากดูในกลุ่ม 5 อันดับแรก จะพบว่า Samsung Electronics และ Apple Inc ยังสามารถเติบโตได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนและอุปทานชิป ก็ตาม
ซึ่ง IDC ระบุว่า ทั้ง 2 แบรนด์มีความได้เปรียบจากการเน้นตลาดพรีเมียม และมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำที่สูงกว่า ทำให้สามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ดีกว่า และยังมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้นอีก
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอีก 3 รายที่เหลือ มียอดจัดส่งหดตัวลง และแม้จะเสียส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งทางการตลาดไว้ได้
โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา Samsung กลับมาครองอันดับ 1 อีกครั้ง ตามข้อมูลของ IDC ได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการที่แข็งแกร่งของ Galaxy S26 Ultra รุ่นใหม่ แม้จะเปิดตัวล่าช้าก็ตาม อีกทั้งยังตั้งราคาที่ใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า และการเปิดตัว A-Series ระดับกลางเร็วกว่าปกติ ช่วยเติมปริมาณยอดขายและหนุนการเติบโต
ส่งผลให้ยอดจัดส่งไตรมาส 1 ของ Samsung ปีนี้ มีจำนวน 62.8 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ Apple ครองอันดับสอง โดยได้รับแรงหนุนจาก iPhone 17 Series ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่นในจีนมากกว่าร้อยละ 30 ส่งผลให้ยอดขายทั่วโลกในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 มียอดจัดส่งอยู่ที่จำนวน 61 ล้าน 1 แสนเครื่อง อย่างไรก็ดี แม้ความต้องการยังแข็งแกร่ง แต่ปัญหาซัพพลายและการลดการสนับสนุนช่องทางจำหน่ายในบางตลาดสำคัญ ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในระยะข้างหน้า
สำหรับอีก 3 อันดับเป็นของแบรนด์จีน ได้แก่ Xiaomi มียอดจัดส่งจำนวน 33.8 ล้านเครื่อง ลดลงมากที่สุด ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ถัดมาเป็น OPPO ยอดจัดส่งจำนวน 30.7 ล้านเครื่อง ลดลงร้อยละ 9.9
และ vivo มียอดจัดส่งไตรมาสแรกลดลงอยู่ที่จำนวน 21.2 ล้านเครื่อง โดยลดลงไปร้อยละ 6.8
อย่างไรก็ตาม แบรนด์จีนรายอื่น ๆ ยังเห็นการเติบโต เช่น Honor, Lenovo (Motorola) และ Huawei Technologies โดยเฉพาะ Honor ที่เติบโตสูงสุดในกลุ่ม Top 10 ถึงร้อยละ 24 จากการขยายตลาดในต่างประเทศ
สำหรับตลาดสมาร์ตโฟนในจีน ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยไตรมาสแรกปี 2026 หดตัวเล็กน้อยร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยยอดจัดส่งประมาณ 69 ล้านเครื่อง
แม้ว่าภาพรวมจะลดลง แต่ถือว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะยังมีแรงซื้อในกลุ่มมือถือพรีเมียมเข้ามาพยุงตลาด โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนเรือธงของ หัวเว่ย อย่าง Huawei Mate 80 series และรุ่นพับได้อย่าง Pura X ขณะที่ iPhone 17 ของ Apple ก็กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในจีน ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา
IDC ระบุด้วยว่า ตลาดสมาร์ตโฟนจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ กำไรสำคัญกว่ายอดขาย โดยผู้ผลิตเริ่มลดการทำตลาดในกลุ่มราคาประหยัด และหันไปโฟกัสสินค้าพรีเมียมมากขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นและรักษาอัตรากำไรไว้ในภาวะที่แข่งขันรุนแรงขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
