"ค่าครองชีพแพง" หนี้ครัวเรือนไทยเสี่ยงสูง

จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานข้อมูลล่าสุดหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อยร้อยละ 0.05 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มเป็นร้อยละ 86.7
โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า
ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.8
สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ หดตัวร้อยละ 8.4 สินเชื่อเพื่อการศึกษาหดตัวร้อยละ 0.6 และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่องหรือหดตัวร้อยละ 0.9
แต่เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด
ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายและต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า
SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากตลาดแรงงานที่ยัง เปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
(1) ตลาดแรงงานเปราะบาง สะท้อนจากอัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 สู่ระดับร้อยละ 0.9 ส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงาน มาก่อนเร่งตัว
นอกจากนี้ ในปี 2568 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ
ทั้งนี้ จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ
อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลง คือ (2) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน
เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับร้อยละ 3.2 ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง เพิ่มขึ้น
SCB EIC เสนอแนะว่า มาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุด ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
โดยในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง
ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหาโดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน
โดยเฉพาะในส่วนของภาคประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ได้ออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
สำหรับภาคเกษตร ได้ออกมาตรการโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตเช่นปุ๋ย และเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐจะช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนร้อยละ 3 เมื่อทำตามเงื่อนไข และกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อราย
ขณะที่กลุ่มประชาชนทั่วไป รัฐบาลเตรียมพร้อมประชาชนทั่วไป และ SMEs สำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน
นอกจากมาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนและSMEs แล้ว ภาครัฐยังออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐ โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) โดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐลดกระทบจากราคาวัสดุและน้ำมันที่ผันผวน
รวมถึงมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่ง โดยสนับสนุนงบประมาณจำนวน 2,060.74 ล้านบาท ในช่วง 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่ง ได้แก่ 1) กลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบรรทุกขนาดเล็ก 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซล) 4) กลุ่มรถเท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถบัส รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส)
ทั้งนี้ มาตรการข้างต้น ภาครัฐหวังว่าจะช่วยเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว ขณะที่มาตรการระยะยาวก็ต้องให้ความสำคัญถึงจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
