รีเซต

"ไทยช่วยไทย พลัส" ข้อจำกัด ที่เสียโอกาส ลดภาระได้ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

"ไทยช่วยไทย พลัส" ข้อจำกัด ที่เสียโอกาส ลดภาระได้ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
TNN ช่อง16
26 พฤษภาคม 2569 ( 12:58 )

โครงการไทยช่วยไทย พลัส โครงการที่มีวัตถุประสงค์หลักที่มุ่งเน้น การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชน รวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อย ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

สอดคล้องกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ที่กล่าวว่าว่า โครงการที่รัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% นี้ จะแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งพลัสในรอบก่อน เพราะไม่ใช่เป็นการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" แต่มุ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ

แต่ในความเป็นจริงโครงการที่มีการใส่เม็ดเงินขนาดใหญ่กว่า 1.72 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบโดยการกระจายไปที่ประชาชนเพื่อให้เกิดการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ สามารถที่จะบรรเทาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจไปได้พร้อม ๆ กัน

จริงอยู่ที่หลักการของโครงการนี้ที่ต้องการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปที่เศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการบริโภค โดยเฉพาะเศรษฐกิจปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเปราะบาง ร้านค้าชุมชน พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยต่าง ๆ โดยที่มีข้อจำกัดในเรื่องของร้านค้าขนาดกลาง ไปจนถึงใหญ่ รวมถึง Modern Trade ที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าร่วม

แต่ถ้าวิเคราะห์ลงไปในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบนั้น จำเป็นที่จะต้องคาดหวังตัวคูณทางเศรษฐกิจ หรือ Multiplier เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในระบบหลาย ๆ รอบมากที่สุด

จริงอยู่ที่การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปที่เศรษฐกิจฐานรากก็สามารถสร้างเศรษฐกิจที่หมุนเวียนได้ แต่อาจจะไม่ครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ครอบคลุมกว่า และ Modern Trade คือคำตอบของห่วงโซ่อุปทานนี้

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าร้านค้าขนาดกลาง ไปจนถึงใหญ่ รวมถึง Modern Trade นั้นไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายสินค้าเท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานให้กับธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ธุรกิจกลางน้ำ ไปจนถึงต้นน้ำ หรือก็คือสามารถเชื่อมโยงได้ทั้งระบบเศรษฐกิจ

และที่สำคัญผู้ประกอบการในกลุ่มกลางน้ำ ไปจนถึงต้นน้ำ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ใน "ระบบภาษี" นั่นหมายความว่าการจำกัดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการ อาจจะหมายถึงเพิ่มข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาล

ตัวเลขภาษีนี่แหละที่กำลังจะทำให้รัฐ "เสียโอกาส" เพราะถ้าวิเคราะห์การจัดเก็บรายได้ภาษีก่อนหักการจัดสรรของรัฐในปี 2568 จำนวน 3.39 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จาก "กรมสรรพากร" ถึง 2.33 ล้านล้านบาท คิดเป็นมากกว่า 68% หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด

ซึ่งรายได้จากกรมสรรพากร เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่ามาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม 9.92 แสนล้านบาท และรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.97 แสนล้านบาท รวมกันประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท คิดเป็นมมากกว่า 50% ของการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด

ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าถ้าเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบ 1.72 แสนล้านบาท สามารถหมุนเวียนผ่าน Modern Trade ได้ ก็มีโอกาสที่จะสร้าง Multiplier ทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นได้ เพราะเงินจะสามารถไหลผ่านทั้งผู้ประกอบการต้นน้ำ ทั้งผู้ผลิตในอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งผู้จัดจำหน่าย ภาคขนส่ง ภาคบริการ ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้ประกอบการรายย่อย และผู้บริโภคที่รัฐต้องการบรรเทาความเดือดร้อนได้เช่นเดียวกัน

ตรงนี้คือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการบรรเทาความเดือดร้อนเพียงอย่างเดียว หรือกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วย เพราะถ้าวิเคราะห์ปริมาณเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบ 1.72 แสนล้านบาท ที่เชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยตั้งสมมติฐานว่าจะเกิด Multiplier ที่ 1.8 เท่า

ปริมาณเงินหมุนเวืยนในระบบจะเพิ่มเป็นมากกว่า 3 แสนล้านบาท ยังไม่นับการบริโภคที่เพิ่มขึ้นมาจากการใส่เงินของประชาชนอีก 40% มูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบก้อนนี้จะมีโอกาสแตะที่ 4 แสนล้านบาท กระจายไปยังทุกห่วงโซ่อุปทาน

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคำนวนคร่าว ๆ จากปริมาณเงินหมุนเวียน 4 แสนล้านบาทจากการบริโภค รัฐจะมีโอกาสเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงสุดถึงประมาณ 28,000 ล้านบาท หรือเกือบ 3% ที่เพิ่มขึ้นมา ยังไม่นับรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลในห่วงโซ่อุปทานทึ่อยู่ในระบบภาษี ที่เมื่อผลประกอบการดีขึ้น รัฐก็มีโอกาสจัดเก็บรายได้ที่มากขึ้นตามไปด้วย

ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มองว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส อาจมีข้อจำกัดที่ยังไม่เปิดให้ค้าปลีกสมัยใหม่ และผู้ประกอบการในระบบภาษีบางส่วนเข้าร่วม อาจทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ไหลผ่านห่วงโซ่อุปทานอย่างครบถ้วน การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงอาจไม่ครอบคลุมธุรกิจทั้งระบบและทำให้เม็ดเงินบางส่วนไม่สามารถส่งต่อไปยังผู้ผลิตต้นน้ำได้เต็มที่

ภาครัฐควรพิจารณาแนวทางกำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายระหว่างร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ เปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทย OTOP และ SME ที่อยู่ในระบบ สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

ขณะที่ทริสเรตติ้ง ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ GDP ในวงจำกัด ประมาณร้อยละ 0.4 จากการลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือนและหนุนการใช้จ่ายผ่านผู้ค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านธงฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะแรก ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่อาจเผชิญแรงกดดันต่อจำนวนลูกค้าในระยะสั้น โดยเฉพาะในหมวดอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น

โอกาสทางเศรษฐกิจจะเป็นแนวทางสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่อุปทาน และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคในระยะกลางได้ ดังนั้นถึงเวลาที่รัฐอาจจะต้องพิจารณาแนวทางเพิ่มเติม เพื่อให้การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ สามารถที่จะเชื่อมโยง กระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระบบ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง